Thursday, 13 May 2021

การเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาแบบทั่วไป 14 เมษายน 2021

คำสอนเกี่ยวกับการสวดภาวนา – 29: พระศาสนจักรเป็นโรงเรียนและอาจารย์แห่งการสวดภาวนา

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พระศาสนจักรคือโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่แห่งการสวดภาวนา พวกเราหลายคนเรียนรู้ที่จะเอ่ยคำภาวนาครั้งแรกของพวกเราบนตักของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย บางทีพวกเราก็อยากคิดถึงคุณแม่หรือคุณพ่อที่สอนให้พวกเราสวดภาวนาก่อนเข้านอน เวลาแห่งความทรงจำเหล่านั้นบ่อยครั้งเป็นความทรงจำที่พ่อแม่ได้ฟังหรือได้ยินความลับบางสิ่งบางอย่างจึงสามารถให้คำแนะนำที่ได้รับแรงดลใจจากพระวรสาร และเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นจะพบกับผู้อื่น กับประจักษ์พยาน และกับอาจารย์แห่งการสวดภาวนา (ดูคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อ 2686-2687) นี่เป็นสิ่งดีที่ควรจดจำ

        ชีวิตของวัดและชุมชนคริสตชนทุกแห่งจะมีความโดดเด่นในเวลาของจารีตพิธีและเวลาที่ชุมชนมีการสวดภาวนาพร้อมกัน พวกเรารู้สึกและรับรู้ว่าของขวัญที่พวกเราได้รับมาในวัยเยาว์แบบง่ายๆ นั้นเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ เป็นมรดกตกทอดที่สมบูรณ์มั่งคั่งและประสบการณ์แห่งการสวดภาวนาอันมีคุณค่าที่จะต้องทำให้สิ่งเหล่านั้นยิ่งล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ (ดู Ibid., ข้อ 2688) อาภรณ์แห่งความเชื่อไม่ได้เหี่ยวแห้งหายไป แต่พัฒนาขึ้นพร้อมกันการเจริญเติบโตของพวกเรา ชีวิตในความเชื่อไม่ได้กลายเป็นไม้แคระ แต่เป็นเจริญเติบโต แม้ในยามที่เผชิญวิกฤตและการกลับคืนชีพขึ้นมาใหม่ อันที่จริงชีวิตจะไม่มีการเจริญเติบโตหากปราศจากซึ่งเวลาของวิกฤต เพราะว่าวิกฤตทำให้พวกลูกเติบโตขึ้น การมีประสบการณ์เผชิญกับวิกฤตเป็นหนทางจำเป็นที่จะทำให้ชีวิตของพวกเราเติบโต และลมหายใจแห่งความเชื่อคือการสวดภาวนา พวกเราเติบโตในความเชื่อมากเท่ากับการที่พวกเราเรียนรู้ในการสวดภาวนา บางช่วงระยะเวลาแห่งชีวิตพวกเราเองรับรู้ว่าหากปราศจากความเชื่อพวกเราก็ไม่อาจที่จะสวดภาวนา และพวกเราก็ทราบว่าพลังของพวกเราคือการสวดภาวนา ไม่เพียงแต่ภาวนาส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นการสวดภาวนาของบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเราด้วย รวมทั้งของชุมชนแห่งความเชื่อที่ติดตามและให้การสนับสนุนพวกเรา ของผู้คนที่รู้จักพวกเรา ของคนที่พวกเราขอให้สวดภาวนาสำหรับพวกเรา

        เพราะเหตุนี้เช่นเดียวกันชุมชนความเชื่อและกลุ่มซึ่งอุทิศตนให้กับการสวดภาวนาจึงเจริญขึ้นในพระศาสนจักร คริสตชนบางคนกระทั่งรู้สึกถูกเรียกร้องให้สวดภาวนาเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำประจำวัน ทั้งในอาราม คอนแวนต์ อารามนักพรตในพระศาสนจักร ซึ่งผู้คนที่ถวายตนต่อพระเจ้าพำนักอาศัยอยู่ บ่อยครั้งสถานที่เหล่านี้กลายเป็นศูนย์แห่งความสว่างฝ่ายจิตวิญญาณ อันเป็นศูนย์กลางแห่งชุมชนที่อธิษฐานภาวนาที่ฉายรัศมีแห่งชีวิตฝ่ายจิตออกมา นี่เป็นโอเอซิสหรือต้นธารเล็กๆ ที่มีการสวดภาวนากันอย่างจริงจังและมีการดำเนินชีวิตในคณะดุจพี่ดุจน้องกันที่เสริมสร้างขึ้นในแต่ละวัน พวกเขาเป็นเสมือนเซลส์ที่มีความสำคัญไม่เพียงแค่เป็นแก่นของพระศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังของสังคมด้วย ตัวอย่างลองให้พวกเรามาคิดดูที่พวกเขามีต่อการเกิดและการเจริญเติบโตความศิวิไลซ์ของทวีปยุโรปและวัฒนธรรมต่างๆ การสวดภาวนาและการทำงานในหมู่คณะทำให้โลกหมุนต่อไป พวกเขาเปรียบเสมือนมอเตอร์

        ทุกสิ่งในพระศาสนจักรเกิดขึ้นด้วยคำภาวนาและทุกสิ่งเจริญงอกงามขึ้นก็ต้องขอบคุณการสวดภาวนา เมื่อศัตรูหรือเจ้าปิศาจต้องการที่จะสู้รบปรบมือกับพระศาสนจักร สิ่งแรกที่เหล่าซาตานทำคือพยายามทำให้สายน้ำของพระศาสนจักรเหือดแห้งโดยพยายามขัดขวางไม่ให้มีการอธิษฐานภาวนา เช่นว่าพวกเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในบางกลุ่มที่เห็นชอบกับการปฏิรูปพระศาสนจักรให้ก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนแปลงชีวิตและองค์กรทั้งหมด พวกนั้นเป็นสื่อที่ผลักดันการปฏิรูปในทุกคน… แต่ว่า…ไม่มีการพูดถึงการสวดภาวนา ไม่มีการสวดภาวนาเลย ซึ่งอันตรายมาก พวกเราจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งนี้ พวกเราจำเป็นต้องตัดสินใจซึ่งเป็นเรื่องยาก พวกหัวก้าวหน้ามักมีข้อเสนอที่น่าสนใจ! มีการประชุมมากมายและอาศัยการอภิปรายกัน ต้องอาศัยสื่อเทคโนโลยีทันสมัย ทว่าการสวดภาวนาอยู่ที่ไหน? การสวดภาวนาเป็นประตูที่จะเปิดสู่พระจิตผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจของความเจริญก้าวหน้า การเปลี่ยนในพระศาสนจักรหากปราศจากการสวดภาวนาก็ไม่ใช่การเปลี่ยนที่เกิดจากพระศาสนจักร เป็นการเปลี่ยนแปลงจากชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และอย่างที่พ่อเคยกล่าวไว้ เมื่อศัตรูต้องการจะต่อกรกับพระศาสนจักร สิ่งแรกทีซาตานทำคือการทำให้ท่อน้ำหล่อเลี้ยงแห้งไป หาวิธีการไม่ให้มีการสวดภาวนาแล้วตั้งข้อเสนออื่น ๆ สารพัด หากเลิกการสวดภาวนา ดูเหมือนว่าทุกสิ่งสามารถเดินไปข้างหน้าได้สักพักหนึ่งด้วยแรงเฉื่อย แต่หลังจากนั้นไม่นานพระศาสนจักรเริ่มรับรู้ว่าตนเองกลายเป็นเหมือนเปลือกหอยที่ว่างเปล่า ปราศจากจุดยืน และไม่อาจเป็นบ่อเกิดแห่งความอบอุ่นและความรักอีกต่อไป

        บรรดาชายหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีชีวิตที่ง่ายดายกว่าผู้อื่น แม้ว่าพวกเขาต่างก็มีปัญหาของตนเองที่ต้องจัดการ และยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งพวกเขาเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตี แต่พลังต่อสู้ของพวกเขาคือคำภาวนา  พวกเขาจะรับน้ำเลี้ยงจาก “บ่อน้ำ” อันไม่รู้จักเหือดแห้งของพระศาสนจักรผู้เป็นมารดา โดยอาศัยการภาวนาพวกเขาหล่อเลี้ยงเปลวไฟแห่งความเชื่อของตนดุจน้ำมันที่ใช้กับตะเกียง ดังนั้นพวกเขาจึงเจริญก้าวหน้าเดินในความเชื่อและความหวัง บรรดานักบุญที่ดูเหมือนไร้ค่าในสายตาของชาวโลกความจริงแล้วท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ดำรงรักษาความเชื่อไว้ไม่ใช่ด้วยอาวุธแห่งเงินตราหรืออำนาจ ของสื่อ ฯลฯ แต่ด้วยอาวุธแห่งคำภาวนา

        ในพระวรสารโดยนักบุญลูกาพระเยซูคริสต์ทรงตั้งคำถามน่าสนใจที่ชวนให้พวกเราต้องไตร่ตรองเสมอ “เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา พระองค์จะพบความเชื่อในโลกนี้ไหม?” (ลก. 18: 8) หรือว่าพระองค์จะพบแต่องค์กรเหมือนกลุ่มชนประเภทสมัครเล่นในความเชื่อ ทุกสิ่งมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี มีกิจกรรมเมตตากิจ มีหลายสิ่งหลายอย่าง หรือว่าพระองค์จะพบกับความเชื่อ? “เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา พระองค์จะพบกับความเชื่อในโลกนี้ไหม?”  คำถามนี้มีขึ้นหลังการเล่านิทานเปรียบเทียบแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการสวดภาวนาอย่างยึดมั่นเหนียวแน่นโดยที่ไม่รู้จักเบื่อ (ดู ลก. 18: 1-8) เพราะฉะนั้นพวกเราจึงสามารถสรุปว่าตะเกียงแห่งความเชื่อจะลุกโชติช่วงอยู่เสมอในโลกตราบเท่าที่ยังมีน้ำมันแห่งการสวดภาวนา อันเป็นการสวดภาวนาที่ทำให้ความเชื่อเข้มแข้งขึ้นและนำไปสู่ชีวิต ถึงแม้พวกเราจะเป็นคนบาปที่อ่อนแอ การอธิษฐานภาวนาจะนำให้พวกเราก้าวหน้าไปอย่างปลอดภัย คำถามที่พวกเราคริสตชนจะต้องถามตนเองคือ ฉันสวดภาวนาหรือเปล่า? พวกเราสวดภาวนาหรือเปล่า? พวกเราสวดภาวนาเหมือนนกแก้วนกขุนทองหรือพวกเราสวดด้วยหัวใจ? ตัวฉันล่ะสวดอย่างไร? ฉันสวดภาวนาด้วยความมั่นใจว่าฉันอยู่ในพระศาสนจักร แล้วฉันก็สวดภาวนาพร้อมกับพระศาสนจักรหรือเปล่า?  หรือว่าฉันสวดตามอำเภอใจตัวเอง แล้วทำให้ความคิดของฉันเป็นการอธิษฐานภาวนา? นี่เป็นการภาวนาของคนนอกศาสนาไม่ใช่การภาวนาของคริสตชน พ่อขอย้ำอีกครั้ง พวกเราสามารถสรุปได้ว่าตะเกียงแห่งความเชื่อจะต้องลุกอยู่เสมอในโลกตราบเท่าที่พวกเรายังมีน้ำมันแห่งการสวดภาวนา

        และนี่คือหน้าที่สำคัญของพระศาสนจักร ที่จะสวดภาวนาและสอนว่าจะต้องสวดอย่างไร เพื่อที่จะถ่ายทอดตะเกียงแห่งความเชื่อและน้ำมันแห่งการสวดภาวนาต่อไปยังชนรุ่นหลัง ตะเกียงแห่งความเชื่อที่ให้ความสว่างจะจัดการกับทุกสิ่งอย่างที่ควรเป็น แต่จะสามารถเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อชีวิตมีน้ำมันแห่งความเชื่อ มิฉะนั้นแล้วตะเกียงจะดับ หากปราศจากซึ่งแสงสว่างของตะเกียงนี้ พวกเราจะไม่สามารถมองเห็นหนทางแห่งการประกาศพระวรสาร หรือพูดอีกอย่างคือ พวกเราไม่สามารถที่จะเห็นหนทางเพื่อที่จะมีความเชื่อ พวกเราจะไม่สามารถเห็นใบหน้าพี่น้องชายหญิงของพวกเรา เพื่อที่จะเข้าใกล้และช่วยเหลือพวกเขา พวกเราจะไม่สามารถให้แสงสว่างแก่ห้องที่พวกเราพบปะกับชุมชน หากปราศจากซึ่งความเชื่อทุกสิ่งจะล่มสลาย และหากปราศจากซึ่งการสวดภาวนาความเชื่อก็จะดับสูญไป ความเชื่อและการสวดภาวนาควบคู่กันไป ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเหตุนี้พระศาสนจักรในฐานะที่เป็นบ้านและโรงเรียนแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันจึงเป็นบ้านและเป็นโรงเรียนแห่งความเชื่อและการสวดภาวนา


พระสันตะปาปากล่าวต้อนรับ

        พ่อขอต้อนรับประชาสัตบุรุษที่พูดภาษาอังกฤษ ในความชื่นชมยินดีแห่งการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสต์ พ่อวอนพระเมตตาของพระบิดาเจ้าได้โปรดหลั่งไหลมายังพวกลูกและครอบครัวของลูก ขอพระเจ้าโปรดประทานพระพรให้กับทุกคน


สรุปคำปราศรัยของพระสันตะปาปา

        ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนของพวกเราเกี่ยวกับการสวดภาวนา บัดนี้พวกเราจะพูดถึงพระศาสนจักรในฐานะที่เป็นโรงเรียนแห่งการสวดภาวนา พ่อแม่ ปู่ย่าตายายซึ่งเป็นคนแรกที่สอนให้พวกเรารู้จักสวดภาวนาได้หว่านเมล็ดพืชในตัวเราซึ่งเจริญเติบโตขึ้นด้วยประสบการณ์แห่งชีวิตคริสตชน โดยอาศัยแบบฉบับของชายหญิงที่มีความเชื่อ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของพวกเราในชีวิตของวัดและที่สำคัญคือโดยผ่านทางพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์พวกเราไม่เพียงแค่พัฒนาชีวิตการสวดภาวนา แต่ตัวพวกเราเองเท่านั้น ทีละเล็กทีละน้อยพวกเราจะนิยมความสมบูรณ์มั่งคั่งแห่งคุณานุคุณและชีวิตจิตของพระศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พวกเรามีความยากลำบาก พวกเราจะรับรู้ถึงความสำคัญของการสวดภาวนาเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับความเชื่อและความหวังของพวกเรา     ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนที่สวดภาวนา – ณ อารามและคณะนักบวช – เพื่อฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิตของพระศาสนจักรและสังคมโดยทั่วไป  การอธิษฐานภาวนายังคงเป็นบ่อน้ำพุแห่งชีวิตของพระศาสนจักรและเป็นพละกำลังที่แท้จริงในการเป็นประจักษ์พยานต่อพระผู้ที่เสด็จคืนชีพ เพราะเหตุนี้พระเยซูคริสต์จึงทรงยืนยันถึงความจำเป็นที่ศิษย์ของพระองค์จะต้องภาวนาอย่างไม่รู้จักเหนื่อยและไม่รู้จักหยุดหย่อน ดังนั้นการสวดภาวนาและสอนให้คนอื่นรู้จักสวดจึงเป็นสิ่งสำคัญในพันธกิจของพระศาสนจักรในการประกาศพระวรสาร ในการรับใช้พระเยซูคริสต์ในบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา และในการดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระอาณาจักรของพระองค์

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)