Thursday, 13 May 2021

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) วันที่ 28 เมษายน 2021 ณ ห้องสมุดวาติกัน

พระสันตะปาปาสอนคำสอนเรื่องการสวดภาวนา: 31 – การรำพึง

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทุกคน

        วันนี้พวกเราจะพูดกันถึงรูปแบบของการสวดภาวนาที่เรียกกันว่า “การรำพึง”(meditation) สำหรับคริสตชน “การรำพึง” คือการค้นหาความหมายเชิงลึก นั่นหมายถึงการวางตัวพวกเราไว้ต่อหน้าความยิ่งใหญ่แห่งการเผยแสดงของพระเจ้า เพื่อพยายามที่จะทำให้เป็นตัวของพวกเราเองด้วยการยอมรับมิติชีวิตอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ได้ชื่อว่าคริสตชนหลังจากที่ยอมรับพระวาจาของพระเจ้าแล้วจะไม่ปิดกั้นพระวจนะของพระองค์ไว้กับตนเอง เพราะว่าพระวาจานั้นต้องเชื่อมสัมพันธ์กันกับ “หนังสืออีกเล่มหนึ่ง” ซึ่งคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเรียกว่า “หนังสือแห่งชีวิต” (เทียบ คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อ 2706) นี่คือสิ่งที่พวกเราพยายามที่จะกระทำทุกครั้งที่พวกเรารำพึงพระวาจา

        เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีการให้ความสนใจกันมากกับการรำพึง ไม่ใช่เฉพาะคริสตชนที่พูดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ การรำพึงมีอยู่ในแทบทุกศาสนาของโลก และยังแพร่หลายอย่างกว้างขวางแม้ในหมู่ประชาชนที่ดำเนินชีวิตโดยไม่มีศาสนา พวกเราทุกคนจำเป็นต้องรำพึง ไตร่ตรอง เพื่อที่จะค้นพบตัวเราเอง นี่เป็นพลวัตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกซีกตะวันตกที่ละโมภหลงไหลเพียงแต่เงินทอง ประชาชนพากันรำพึงเพราะวิธีนี้ช่วยบรรเทาอุปสรรคและความว่างเปล่าในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ดังนั้นนี่คือภาพพจน์ของทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ที่นั่งรำพึงในความเงียบโดยการหลับตาครึ่งหนึ่ง… แต่พวกเราอาจถามว่าแล้วพวกนี้เขาทำอะไรกัน?  พวกเขารำพึง อันเป็นปรากฏการณ์ที่พวกเราควรมองด้วยความชื่นชม  ความจริงแล้วพวกเราถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่ต้องให้วิ่งเต้นตลอดเวลา พวกเรามีชีวิตภายในที่พวกเราจะละเลยเสียมิได้ เพราะฉะนั้นการรำพึงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน อาจกล่าวได้ว่าการรำพึงก็เหมือนกับการหยุดนิ่งและหายใจในชีวิตเพื่อที่จะรู้จักหยุดและนิ่งเงียบ

        พวกเรารับรู้อย่างดีว่า เมื่อพวกเราน้อมรับพระวาจาในบริบทของคริสตชน นั่นจะมีอัตลักษณ์พิเศษที่พวกเราจะต้องไม่ปล่อยให้สูญหายไป การรำพึงเป็นมิติที่สำคัญของมนุษย์ แต่การรำพึงในบริบทของคริสตชนไปไกลกว่านี้ อันเป็นมิติที่พวกเราจะต้องไม่ปล่อยให้หายไป ขอให้พวกเราเตือนใจตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ประตูใหญ่ที่การอธิษฐานภาวนาของผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปผ่านไปคือพระเยซูคริสต์ สำหรับคริสตชนการรำพึงจะต้องผ่านประตูของพระเยซูคริสต์ การทำการรำพึงต้องเดินไปในหนทางนี้ และเมื่อสวดภาวนาคริสตชนจะไม่มุ่งที่จะแสวงหาความโปร่งใสของตนเอง จะไม่แสวงหาความเป็นศูนย์กลางของตนเอง นี่แม้จะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมแต่คริสตชนจะแสวงหาสิ่งอื่น การอธิษฐานภาวนาของคริสตชนประการแรกคือการพบปะกับผู้อื่น เป็นการพบปะเหนือธรรมชาติกับพระเจ้า หากประสบการณ์ของการสวดภาวนาทำให้พวกเรามีสันติสุขภายใน หรือสามารถควบคุมตนเอง หรือมีความชัดเจนในหนทางที่จะก้าวเดิน พวกเราอาจกล่าวได้ว่าผลเหล่านี้เป็นกุศลแห่งหรรษทานแห่งการสวดภาวนาของคริสตชน ซึ่งได้แก่การที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์ กล่าวคือ การรำพึงหมายถึงการก้าวเดินไปโดยได้รับการชี้นำจากวลีหนึ่งจากพระคัมภีร์ หรือจากพระวาจาเพื่อที่จะได้พบกับพระเยซูคริสต์ภายในตัวของพวกเรา

        ตลอดเวลาแห่งประวัติศาสตร์คำว่า “รำพึง” (meditation) มีความหมายต่างๆ แม้ภายในพระศาสนจักรคาทอลิก นั่นหมายถึงประสบการณ์ฝ่ายจิตที่หลากหลาย อย่างไรก็ดีพวกเราสามารถพบกับร่องรอยบางอย่างที่เป็นแนวความคิดทั่วไป และสำหรับประเด็นนี้พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากคำสอนของพระศาสนจักรอีกเช่นเดียวกันที่สอนว่า “ยังมีวิธีรำพึงมากมายและหลากหลายเท่ากับที่พวกเรามีผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจิต […] ทว่าวิธีการเป็นเพียงแค่การชี้แนะ สิ่งที่สำคัญคือการเจริญก้าวหน้าพร้อมกับพระจิตไปตามเส้นทางแห่งการอธิษฐานภาวนาในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 2707) และ ณ จุดนี้แสดงให้พวกเราเห็นถึงสหายร่วมเดินทาง ซึ่งเป็นผู้ที่จะชี้นำพวกเราซึ่งได้แก่พระจิต การรำพึงของคริสตชนจะเป็นไปไม่ได้หากปราศจากซึ่งพระจิต เป็นพระองค์เองที่ทรงนำพวกเราให้ไปพบกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเราว่า “เราจะส่งพระจิตมายังท่าน พระองค์จะสอนท่าน และจะทรงอธิบายแก่ท่าน พระองค์จะทรงสอนและอธิบายให้ท่านทราบ” และในการรำพึงก็เช่นเดียวกัน พระองค์จะทรงเป็นผู้ชี้นำให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าในการพบกับพระเยซูคริสต์ ดังนั้นการรำพึงของคริสตชนจึงมีหลายวิธี บางวิธีก็ง่าย บางวิธีก็ละเอียดละออถี่ยิบ บางวิธีก็เน้นหนักไปทางมิติของปัญญา บางวิธีก็เน้นไปในมิติของความรักและเปี่ยมอารมณ์ เหล่านี้คือวิธีการ ทุกวิธีล้วนมีความสำคัญและทุกวิธีต่างก็มีคุณค่าที่จะนำไปปฏิบัติตราบเท่าที่วิธีนั้นสามารถช่วยพวกเราได้ วิธีการรำพึงจะช่วยสิ่งใดกับพวกเราได้บ้าง? ประสบการณ์แห่งความเชื่อจะกลายเป็นการกระทำที่สมบูรณ์ของบุคคล คนเราไม่ได้มีเพียงแค่จิตภาวนาเท่านั้น  แต่บุคคลทั้งครบจะสวดภาวนาซึ่งได้แก่ศักยภาพทั้งหมดของ

บุคคลเช่นเดียวกับการที่ไม่ได้สวดด้วยความรู้สึกเท่านั้น ต้องสวดด้วยทุกสิ่ง คนโบราณมักจะกล่าวกันว่าส่วนของกายภาพที่สวดภาวนาคือหัวใจ เพระฉะนั้นพวกเขาจึงอธิบายว่าบุคคลทั้งครบเริ่มจากศูนย์กลาง – หัวใจ – ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่เป็นอวัยวะเพียงบางส่วน นี่เป็นวิธีที่คนโบราณอธิบาย นี่คือเหตุผลที่ต้องจดจำไว้เสมอว่าวิธีการนั้นเป็นหนทางไม่ใช่เป็นเป้าหมาย วิธีการสวดภาวนาใดหากจะเป็นวิธีของคริสตชนต้องเป็นส่วนหนึ่งแห่งการติดตามพระเยซูคริสต์ “sequela Christi” ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งความเชื่อของพวกเรา วิธีรำพึงคือหนทางที่จะต้องเดินเพื่อที่บรรลุถึงการพบปะกับพระเยซูคริสต์ แต่หากพวกลูกหยุดที่กลางถนนและได้แต่มองไปที่หนทาง พวกลูกจะไม่มีวันได้พบกับพระเยซูคริสต์ พวกลูกจะทำให้เกิดภาพ “เทพเจ้าแบบอื่น ๆ” จากหนทางนั้น “เทพเจ้า” จะไม่มัวันรอพวกลูกที่นั่น เป็นพระเยซูคริสต์ที่กำลังรอพวกลูกอยู่ และหนทางก็อยู่ ณ ตรงนั้นที่จะนำพวกลูกไปพบกับพระเยซูคริสต์ คำสอนของพระศาสนจักรระบุว่า “การรำพึงเป็นการใช้ความคิด จินตนาการ อารมณ์ และความปรารถนา การใช้ความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่สร้างความเชื่อมั่นในความเชื่อของพวกเราให้ล้ำลึก ปลุกจิตสำนึกให้กลับใจ และเสริมสร้างความตั้งใจของพวกเราที่จะติดตามพระเยซูคริสต์ การอธิษฐานภาวนาของคริสตชนที่สำคัญคือพยายามที่จะรำพึงถึงพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์” (ข้อ 2708) ดังนั้นพระหรรษทานแห่งการสวดภาวนาของคริสตชนคือ พระเจ้ามิได้อยู่ห่างไกล ทว่าจะมีความสัมพันธ์กับพวกเราเสมอ ไม่มีมิติแห่งความเป็นบุคคลของพระองค์ที่เป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ใดที่จะไม่สามารถเป็นจุดแห่งความรอดและความสุขสำหรับพวกเรา ทุกวินาทีแห่งชีวิตในโลกนี้ของพระเยซูคริสต์ โดยอาศัยพระหรรษทานแห่งการสวดภาวนากลายเป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ในพวกเราซึ่งต้องขอบคุณพระจิตผู้นำทางของพวกเรา พวกลูกก็ทราบดีว่าพวกเราไม่สามารถที่จะสวดภาวนาได้โดยปราศจากซึ่งการชี้นำของพระจิต เป็นพระองค์เองที่ทรงชี้นำพวกเรา และต้องขอบคุณพระจิต พวกเราก็เช่นเดียวกันที่อยู่ ณ แม่นำจอร์แดนเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงจุ่มศีรษะลงใต้น้ำเพื่อรับพิธีล้าง พวกเราก็เช่นเดียวกันที่เป็นแขกในพิธีแต่งงาน ณ หมู่บ้านคานาเมื่อพระเยซูคริสต์ประทานเหล้าองุ่นที่ดีที่สุดเพื่อความสุขของคู่บ่าวสาว กล่าวคือเป็นพระจิตที่ทรงเชื่อมสัมพันธ์ให้เข้ากับพระธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตของพระเยซูคริสต์ เพราะในการพิศเพ่งพระเยซูคริสต์ พวกเราก็มีประสบการณ์ในการสวดภาวนา ในการผนึกตัวเราเองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพระองค์ พวกเราก็ประหลาดใจเช่นเดียวกันที่เห็นพระอาจารย์เจ้าทรงทำอัศจรรย์มากมาย พวกเรานำพระวรสารมารำพึงพระธรรมล้ำลึกเหล่านั้นแล้วพระจิตจะนำทางเราไปสู่เหตุการณ์เหล่านั้น และเมื่อพวกเราสวดภาวนาพวกเราก็เป็นดุจคนโรคเรื้อนที่ได้รับการเยียวยาแล้ว เหมือนชายตาบอดบาร์ชื่อทีเมอุสที่ได้รับสายตาคืน เหมือนลาซารัสที่เดินออกมาจากคูหาฝังศพ… พวกเรากลับคืนชีพมาใหม่เหมือนลาซารัส เพราะการรำพึงภาวนาที่นำโดยพระจิตนำพวกเราให้มีชีวิตใหม่กับพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์เพื่อที่จะพบกับพระองค์และกล่าวว่า “ข้าแต่พระเยซูคริสต์โปรดเมตตาลูกด้วย” “แล้วลูกต้องการสิ่งใด?”  “เพื่อที่จะมองเห็นได้และเพื่อที่จะเข้าสู่การเสวนา” และการรำพึงของคริสตชนที่นำโดยพระจิตก็จะนำพวกเราไปสู่การเสวนานี้กับพระเยซูคริสต์ ไม่มีพระวรสารหน้าไหนที่ไม่มีพื้นที่สำหรับพวกเรา สำหรับพวกเราคริสตชนการรำพึงเป็นหนทางที่จะเข้าไปสัมผัสกับพระเยซูคริสต์ และด้วยวิธีนี้เท่านั้นพวกเราจึงจะค้นพบตัวเราเอง และนี่ไม่ใช่การถอยกลับเข้าหาตนเอง ซึ่งหมายถึงการเข้าไปหาพระเยซูคริสต์ และจากพระเยซูคริสต์พวกเราก็จะพบตัวเราเองที่ได้รับการรักษาเยียวยา การกลับคืนชีพ และมีความเข้มแข้งในพระหรรษทานของพระเยซูคริสต์ พร้อมกับการพบกับพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ของทุกคนรวมถึงตัวพ่อเองด้วย ซึ่งทั้งนี้ต้องขอบคุณการนำของพระจิต  ขอบคุณ


การกล่าวต้อนรับ

        พ่อขอต้อนรับสัตบุรุษที่พูดภาษาอังกฤษ ในความชื่นชมยินดีแห่งพระเยซูคริสต์ผู้เสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ พ่อวิงวอนพระเมตตาของพระบิดาเจ้าโปรดประทานพระพรแก่พวกลูกและครอบครัวของลูก ขอพระเจ้าโปรดอวยพรทุกคน


สรุปการสอนคำสอนของพระสันตะปาปาฟรานซิส

        ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนของพวกเราเกี่ยวกับการสวดภาวนาวันนี้ พวกเราจะพูดถึงความสำคัญของการรำพึงภาวนา ทุกคนต้องการเวลาสำหรับการสำรวมตนท่ามกลางการทำธุรกิจประจำวัน สำหรับคริสตชนการรำพึงไม่ใช่เรื่องของการสำรวจตนภายในแต่เป็นวิธีของการสวดภาวนา เป็นวิธีที่จะพบกับพระเยซูคริสต์ ที่สำคัญคือในพระธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตบนโลกของพระองค์ ในขณะที่มีหลายวิธีด้วยกันในการรำพึงในพระศาสนจักรที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยธรรมประเพณีในชีวิตฝ่ายจิต ทุกวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อที่จะทำให้เราพัฒนาเจริญเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ พระผู้ไถ่ของชาวเรา โดยอาศัยพระหรรษทานของพระจิตความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ในความเชื่อจะได้รับการหล่อเลี้ยงโดยอาศัยการใช้ปัญญา จินตนาการ อารมณ์ และความปรารถนาของพวกเรา คำสอนของพระศาสนจักรสอนพวกเราว่าการรำพึงเกี่ยวกับพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์จะทำให้ความเชื่อของพวกเราเข้มข้นขึ้น จะกระตุ้นให้พวกเรากลับใจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับความตั้งใจของพวกเราที่จะติดตามพระยุคลบาทของพระองค์ (เทียบ ข้อ 2708) พระวาจาทุกคำและการกระทำของพระเยซูคริสต์สามารถสัมผัสเราและกลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเรา ในทุกหน้าแห่งพระวรสารเราถูกเชิญให้พบปะกับพระเยซูคริสต์และให้ค้นพบในพระองค์ซึ่งบ่อเกิดแห่งความรอดและความสุขที่แท้จริงของชาวเรา

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)