Monday, 24 January 2022

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสประทานแก่สมาชิกคณะทูตานุทูตซึ่งประจำที่สันตะสำนัก โอกาสปีใหม่

เจริญพรมายังคณะทูตานุทูต สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติที่เคารพนับถือ

        จารีตพิธีทางศาสนาแห่งเทศกาคริสต์มาสได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวานนี้ นับว่าเป็นเวลาพิเศษในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงามในครอบครัว ซี่งในบางครั้งบางคราวพวกเราอาจละเลยหรือไม่ใส่ใจเนื่องจากภาระหน้าที่การงานต่างๆ ของพวกเราตลอดทั้งปีวันนี้พวกเราตั้งใจที่จะดำเนินการต่อไปตามเจตนารมณ์นี้ในโอกาสที่พวกเรามาพร้อมหน้ากันเป็นครอบครัวใหญ่เพื่อที่จะอภิปรายและเสวนากัน สุดท้ายแล้วนี่คือเป้าหมายแห่งการทูตทุกประเภท กล่าวคือช่วยกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะส่งเสริมความสมานฉันให้กลายเป็นความจริง เมื่อพวกเราก้าวข้ามความขัดแย้งกันไปได้ เมื่อนั้นพวกเราจะรู้สึกว่าพวกเราสามารถที่จะพบได้กับความหมายแห่งความเป็นเอกภาพที่ลึกซึ้งแห่งความจริงทุกอย่าง [1]

        ดังนั้นข้าพเจ้าต้องขอขอบใจท่านเป็นพิเศษที่เข้ามามีส่วนร่วมในการ “รวมตัวกันเป็นครอบครัว” ประจำปี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งความปรารถนาที่ดีต่อกันโอกาสปีใหม่และเพื่อที่จะร่วมกันพิจารณาถึงทั้งความสว่างและร่มเงาแห่งยุคสมัยของพวกเรา โดยอาศัยพวกท่านข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีไปยังประชาชนทุกคนแห่งประเทศที่ท่านเป็นผู้แทน

        การปรากฎตัวของพวกท่าน ณ ที่นี้เป็นเครื่องหมายที่สัมผัสได้เสมอถึงการใส่ใจแห่งประเทศของท่านที่ยอมเสียสละอุทิศตนเองให้กับสันตะสำนัก และบทบาทแห่งสันตะสำนักต่อชุมชนโลก หลายคนในพวกท่านมาจากเมืองหลวงที่แตกต่างกัน สำหรับเหตุการณ์ในวันนี้เพื่อร่วมจิตร่วมใจกับบรรดาทูตต่างๆ ที่พำนักอยู่ในกรุงโรม ซึ่งในไม่ช้าสหพันธ์สวิสเซอแลนด์ก็จะตามมาสมทบ

ท่านทูตที่เคารพ

        ทุกวันนี้พวกเราต่างก็รับรู้กันดีว่าการต่อสู้กับโรคระบาดยังคงเรียกร้องความพยายามของทุกคน แน่นอนว่าปีใหม่นี้ก็คงจะเรียกร้องพวกเราต่อไป ไวรัสโคโรนายังคงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มวลมนุษย์อยู่ห่างกันในสังคมเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ในบรรดาผู้ที่เสียชีวิตไป ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเอ่ยถึงอาร์ชบิชอปอัลโด จอร์ดาโน (Aldo Giordano) เอกอัครสมณทูตที่เป็นที่รู้จักกันดีและเป็นผู้ที่วงการทูตให้ความเคารพ ในขณะเดียวกันพวกเราก็ทราบว่าในสถานที่เหล่านั้นที่มีการรณรงค์การฉีดวัคซีน ภัยร้ายแรงของโรคระบาดมีจำนวนผู้ติดเชื้อโรคลดน้อยลง

        ดังนั้นจึงจำเป็นที่พวกเราจะต้องใช้ความพยายามต่อไปที่จะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนโดยทั่วไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ นี่เป็นการเรียกร้องจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการส่วนตัว จากนักการเมือง และจากระดับสากล  ประการแรกในระดับส่วนบุคคล แต่ละคนมีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลตนเองและสุขภาพของตน และนี่ยังเป็นการให้ความเคารพต่อสุขภาพอนามัยของบุคคลที่อยู่รอบตัวพวกเราด้วย  การเอาใจใส่ดูและสุขภาพเป็นข้อบังคับเชิงจริยธรรม เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่พวกเราเห็นว่าพวกเรากำลังมีชีวิตอยู่ในโลกที่มีการแบ่งแยกอุดมการณ์กันอย่างสุดโต่งยิ่งวันยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที บ่อยครั้งผู้คนยอมให้มีอุดมการณ์มาครอบงำซึ่งบ่อยครั้งเกิดจากได้รับข้อมูลที่ไร้ข้อเท็จจริงหรือจากความจริงที่บันทึกไว้อย่างผิดๆ ถูกๆ การแสดงอุดมการณ์ทุกครั้งจะทำลายความสัมพันธ์แห่งเหตุผลของมนุษย์กับความหมายที่เป็นจริง ในอีกมุมมองหนึ่งนั้นโรคระบาดเรียกร้องให้พวกเราต้องค้นหาวิธี “ป้องกันเยียวยา” ได้อย่างแท้จริงเพื่อการแก้ไขปัญหา วัคซีนไม่ใช่เครื่องมือวิเศษแห่งการรักษา แต่แน่นอนว่านั่นคือสิ่งทดแทนที่นอกเหนือจากการเยียวยารักษาอย่างอื่นแล้วจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนากันต่อไป ซึ่งเป็นทางแก้ไขที่มีเหตุมีผลมากที่สุดในการป้องกันโรคระบาด

        หน้าที่ของการเมืองจึงจำเป็นที่จะต้องติดตามเพื่อความดีและประโยชน์สุขของประชากรโดยอาศัยมาตรการของการป้องกันและการสร้างการคุ้มกันที่เชื่อมสัมพันธ์กับประชาชนเพื่อพวกเขาจะได้สำนึกว่าตนต้องมีส่วนร่วมและมีควารมรับผิดชอบด้วย ต้องขอบใจผู้เกี่ยวข้องในการอภิปรายที่ชัดเจนเรื่องปัญหาและมาตรการที่เหมาะสมที่จะจัดการกับโรคระบาด การขาดการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดและการขาดการสื่อสารที่ชัดเจนก่อให้เกิดความสับสนในสังคม สร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน และเป็นภัยต่อความสมานฉันของประชาชน ก่อให้เกิดความตึงเครียดใหม่ ๆ อันทำให้เกิด “ลัทธิอนุโลมนิยมในสังคม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อความสมานฉันและความเป็นเอกภาพ

        ในที่สุดหน้าที่สำคัญแห่งชุมชนสากลเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่ประชากรชาวโลกจะได้สามารถเข้าถึงเท่าเทียมกันในเรื่องของยารักษาโรคและวัคซีนที่จำเป็น  พวกเราสามารถตั้งข้อสังเกตด้วยความเสียใจว่าส่วนใหญ่ของภูมิภาคโลกการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพยังคงเป็นภาพลวงตาอยู่ ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนี้เป็นเรื่องราวความเป็นความตายแห่งชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้าขอย้ำในการวิงวอนอีกครั้งหนึ่งขอให้รัฐต่างๆ และองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องได้แสดงตนว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยการพัฒนา การสนองตอบที่ประสานความร่วมมือกันในทุกระดับ (ท้องถิ่น ชาติ ภูมิภาค และสากล) โดยอาศัยรูปแบบใหม่แห่งความเอื้ออาทรและเครื่องมือที่จะสร้างพลังความสามารถให้กับประเทศเหล่านั้นที่มีความทุกข์เดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าพเจ้าใคร่ที่จะขอร้องทุกภาครัฐที่พยายามสร้างเครื่องมือสากลในการตอบโต้กับโรคระบาดภายใต้การนำแห่งองค์การอนามัยโลก เพื่อที่จะปรับหาวิธีการในการแบ่งปันกันด้วยใจกว้างในฐานะที่เป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นใจว่าทุกคนจะเข้าถึงเครื่องมือในการเยียวยารักษา วัคซีน และยารักษาโรค เช่นเดียวกันนี่เป็นการเหมาะสมที่สถาบันต่างๆ เช่นองค์กรการค้าสากลและองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาสากลจะใช้กระบวนทางกฎหมายนำมาใช้บังคับเพื่อป้องกันมิให้การผูกขาดกลายเป็นอุปสรรคต่อการผลิต และมีการออกกฎบังคับให้มีการเข้าถึงการเยียวยารักษาในทุกระดับทั่วโลก

ท่านทูตที่เคารพ

        เมื่อปีที่แล้วต้องขอบคุณข้อกำหนดในปี ค.ศ. 2020 ข้าพเจ้ามีโอกาสต้อนรับผู้นำหลายประเทศรวมทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือนและผู้นำศาสนาต่างๆ

        ในระหว่างการประชุมหลายครั้งข้าพเจ้าใคร่ที่จะเอ่ยถึงการประชุมในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 ซึ่งอุทิศให้กับการไตร่ตรองและการอธิษฐานภาวนาสำหรับประเทศเลบานอน สำหรับประชาชนชาวเลบานอนที่กำลังแสวงหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่บีบรัดประเทศ วันนี้ข้าพเจ้าใคร่ที่จะรื้อฟื้นความใกล้ชิดสัมพันธ์และการอธิษฐานภาวนาของข้าพเจ้าสำหรับพวกเขา ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าหวังว่าการปฏิรูปที่จำเป็นและการสนับสนุนจากนานาชาติจะช่วยให้ประเทศเลบานอนยืนหยัดอยู่ได้ในความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองในฐานะที่เป็นรูปแบบแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเป็นพี่น้องกันท่ามกลางผู้นับถือหลากหลาย

        ในช่วงของปี ค.ศ. 2021 ข้าพเจ้าสามารถเดินทางเพื่อการอภิบาล ณ ประเทศต่างๆ ในเดือนมีนาคมข้าพเจ้ารู้สึกยินดีที่มีโอกาสไปเยือนประเทศอิรัก ซึ่งเป็นพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าในฐานะที่เป็นเครื่องหมายแห่งความหวังหลังเกิดสงครามและการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ประชาชนชาวออิรักมีสิทธิที่จะมีศักดิ์ศรีของตนและดำเนินชีวิตในสันติสุข ศาสนาและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของพวกเขาย้อนหลังกลับไปนับพันๆ ปี ดินแดนอาณาบริเวณเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความศิวิไลซ์ จากที่นี่เองที่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมให้เริ่มประวัติศาสตร์แห่งความรอด

        ในเดือนกันยายนข้าพเจ้าเดินทางไปยังกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เพื่อปิดประชุมการเคารพศีลมหาสนิทสนิทสากล และหลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปยังประเทศสโลวาเกีย ข้าพเจ้ามีโอกาสพบกับพี่น้องคาทอลิกและพี่น้องคริสตชนนิกายต่างๆ และมีโอกาสเสวนากับชุมชนพี่น้องชาวยิวด้วย การเยือนครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้นกับบรรดาพี่น้องออร์ธอด็อกซ์ และมีประสบการณ์แห่งการเป็นพี่น้องกันซึ่งมีอยู่ระหว่างคริสตชนนิกายต่างๆ

        ส่วนที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดในการเดินทางครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นการเยือนเกาะ เลสบอส์ (Lesbos) ประเทศกรีซ ซึ่งข้าพเจ้าสามารถเห็นด้วยตาตนเองกับความใจกว้างของทุกคนที่ทำงานเพื่อให้การต้อนรับและความช่วยเหลือต่อผู้อพยพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่ได้เห็นใบหน้าของเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นแขกแห่งศูนย์กลางต้อนรับเหล่านั้น สายตาของพวกเขาพูดถึงความพยายามที่ใช้ในการเดินทางอพยพ ความกลัวของพวกเขาพูดถึงอนาคตที่หาความแน่นอนไม่ได้ ความทุกข์ของพวกเขาพูดถึงคนรักที่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง และการฝันร้ายของพวกเขาต่อบ้านเกิดเมืองนอนที่พวกเขาถูกบังคับให้ต้องพรากจากดินแดนนั้นมา ต่อหน้าสายตาเหล่านั้นพวกเราไม่อาจที่จะอยู่นิ่งเฉยหรือแอบซ่อนอยู่หลังรั้วรวดหนามและโดนข้ออ้างว่าเพื่อความปลอดภัยและรูปแบบชีวิตของพวกเรา พวกเราไม่อาจที่จะกระทำเช่นนี้ได้

        ด้วยเหตุผลเช่นนี้ข้าพเจ้าต้องขอบใจทุกคนและทุกรัฐบาลที่ทำงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าผู้อพยพจะได้รับการต้อนรับและได้รับการคุ้มครองพร้อมกับการสนับสนุนให้พวกเขาผสมผสานเข้าไปอยู่ในสังคมที่ให้การต้อนรับพวกเขา  ข้าพเจ้าเข้าใจความยากลำบากของบางประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาของผู้อพยพที่มีจำนวนมาก พวกเราไม่อาจที่จะขอร้องให้ใครทำอะไรที่เกินความสามารถของตน ทว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างการยอมรับด้วยใจกว้างแม้ว่าจะมีขีดจำกัดและการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

        พวกเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องเอาชนะต่อการเมินเฉยและการปฏิเสธความคิดที่ว่าพวกคนอพยพเป็นปัญหาให้กับผู้อื่น ผลแห่งความคิดเช่นนี้มีความชัดเจนในการขาดความเป็นมนุษย์ของผู้อพยพเหล่านั้นที่แออัดกันอยู่ในจุดกักกัน ซึ่งพวกเขามักจะลงเอยอย่างง่ายดายตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายของกลุ่มอาชญากรรมและกลุ่มการบวนการของการค้ามนุษย์ หรือมีความพยายามที่จะหลบหนีซึ่งบางครั้งลงเอยด้วยความตาย นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง พวกเราต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่าพวกผู้อพยพเองบ่อยครั้งตกเป็นเครื่องมือของการเมือง กลายเป็น “สินค้าที่ต่อรองกันได้” ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้พวกเขาขาดซึ่งความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

        ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าใคร่ที่จะรื้อฟื้นความกตัญญูต่อเจ้าหน้าที่ประเทศอิตาลี ต้องขอบคุณหลายบุคคลที่สามารถเดินทางมายังกรุงโรมพร้อมกับข้าพเจ้าจากประเทศไซปรัสและประเทศกรีซ นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมาย สำหรับประชาชนชาวอิตาเลียนที่รับความทุกข์อย่างมหันต์ในช่วงแรกของโรคระบาด แต่ก็ได้แสดงเครื่องหมายที่น่าชื่นใจแห่งการฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าขอแสดงความหวังอย่างจริงใจว่าพวกเขาจะรักษาคุณสมบัติแห่งเจตนารมณ์แห่งการมีใจกว้าง การเปิดใจ และความเอื้ออาทรต่อไป

        ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าถือว่าเป็นความจำเป็นที่สหภาพยุโรปต้องมีความเป็นปึกแผ่นเดียวกันภายในในการจัดการกับกระบวนการอพยพเช่นเดียวกันกับที่พวกเขาจัดการกับผลของโรคระบาด มีความจำเป็นที่ต้องจัดตั้งระบบบที่เป็นหนึ่งเดียวกันที่ครอบคลุมในการประสานเรื่องนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพและระบบโดยมุ่งไปที่การแบ่งความรับผิดชอบกันในการต้อนรับผู้อพยพ การพิจารณาคำขอร้องที่พักพิงรวมถึงการแจกจ่ายแบ่งปันกันในการให้การต้อนรับผู้อพยพและดำเนินการให้พวกเขาสามารถเข้าสังกัดอยู่ในสังคมของตน ความสามารถที่จะเจรจาและค้นพบการแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นประเด็นหนึ่งแห่งจุดแข็งของสหภาพยุโรป หมายถึงรูปแบบที่ดีสำหรับวิธีของการมองการณ์ไกลต่อการท้าทายของโลกสำหรับพวกเรา

        อย่างไรก็ตามเรื่องของการอพยพไม่ใช่เกี่ยวข้องกับยุโรปเท่านั้น แม้จะได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากคลื่นผู้อพยพจากทวีปแอฟริกาและภาคพื้นทวีปเอเชีย ในหลายปีที่ผ่านมานี้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยที่อพยพมาจากประเทศอัฟกานิสถาน และพวกเราก็ไม่อาจที่มองข้ามผู้อพยพจำนวนมากที่เข้าไปยังทวีปอเมริกาโดยเส้นทางชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกและประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้อพยพเหล่านั้นหลายคนเป็นชาวเฮติที่หลบหนีวิบัติภัยที่ระเบิดขึ้นในประเทศของพวกเขาในหลายปีที่ผ่านมา

        เรื่องผู้อพยพพร้อมกับโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเราไม่สามารถที่จะเอาตัวรอดได้เพียงคนเดียว การท้าทายที่ยิ่งใหญ่ยุคของพวกเราเป็นการท้าทายไปทั่วโลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าห่วงใยว่าด้วยปัญหาที่การเชื่อมโยงกันเหล่านี้พวกเราต่างคนต่างกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะพบกับความไม่เต็มใจที่จะเปิดหน้าต่างแห่งการเสวนาและพื้นที่แห่งภราดรภาพ ประเด็นนี้ยิ่งจะเพิ่มน้ำมันลงบนกองไฟแห่งความตึงเครียดรวมทั้งความรู้สึกทั่วไปในความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคง สิ่งที่จำเป็นคือการค้นพบจิตสำนึกถึงอัตลักษณ์แห่งการแบ่งปันกันในฐานะที่พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน การปฏิเสธกันและกันที่จะไปสร้างให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายมากยิ่งขึ้น นี่เป็นลักษณะทางการทูตที่เป็นอัตลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ในระดับสากลหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงขณะนี้

        เป็นเวลาช้านานมาพอสมควรแล้วที่วิถีการทูตระหว่างประเทศต้องประสบการวิกฤตแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจกันเนื่องจากความน่าเชื่อถือที่ลดลงแห่งระบบสังคม รัฐ และระดับสากล มติที่สำคัญ แถลงการณ์ และการตัดสินใจบ่อยครั้งถูกกระทำไปโดยปราศจากซึ่งกระบวนการที่ถูกต้องของการเจรจาซึ่งทุกชาติมีสิทธิที่จะพูด ความไม่สมดุลเหล่านี้ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนมากก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อองค์กรสากลจากหลายๆประเทศนอกเหนือไปจากการที่ทำให้ระบบสากลด้อยค่าลงพร้อมกับผลที่ตามมาคือ การขาดประสิทธิภาพไปทีละเล็กทีละน้อยในการเผชิญกับการท้าทายระดับโลก

        ประสิทธิภาพที่ถดถอยลงขององค์กรสากลหลายแห่งยังเนื่องมาจากสมาชิกของตนมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันถึงเป้าหมายที่พวกเขาตั้งใจที่จะบรรลุ บ่อยครั้งศูนย์กลางแห่งผลประโยชน์เปลี่ยนทิศทางไปด้วยธรรมชาติที่แตกต่างของพวกเขานั้นจะไม่ตรงกับเป้าหมายขององค์กร ผลที่ตามมาคือ วาระต่างๆ จะมีการบัญชาด้วยความคิดที่ปฏิเสธพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์และรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมที่สร้างอัตลักษณ์ของประชากรเป็นจำนวนมาก ดังที่ข้าพเจ้าเคยพูดไว้ในที่อื่น ข้าพเจ้าถือว่ารูปแบบของการสร้างอาณานิคมแห่งอุดมการณ์นี้เป็นสิ่งที่ไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้กับเสรีภาพแห่งการแสดงออกและบัดนี้กำลังมาในรูปแบบของ “วัฒนธรรมของโรคมะเร็ง” ที่จะไปทำลายหลายวงการและสถาบัน ภายใต้หน้ากากแห่งการปกป้องความหลากหลายและความเข้าใจที่สมดุลแห่งจิตสำนึกต่างๆ อันตรายชนิดหนึ่งของ “การคิดด้านเดียว” [pensée unique] กำลังก่อร่างสร้างตัวตนขึ้น เป็นความคิดที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์ หรือยิ่งร้ายกว่านั้น เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน ในขณะที่ทุกเหตุการณ์แห่งประวัติศาสตร์ต้องตีความในแสงสว่างสำหรับความเข้าใจในยุคนั้น ไม่ใช่ของเหตุการณ์ในทุกวันนี้

        ดังนั้นวิถีทางการทูตระหว่างประเทศจึงถูกเรียกร้องให้ต้องครอบคลุมทุกสิ่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปยกเลิก แต่ต้องชื่นชมในความแตกต่างและความรู้สึกที่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้วหมายถึงประชากรต่างๆ โดยอาศัยวิธีนี้ความน่าเชื่อถือจะกลับมาและประสิทธิภาพในการเผชิญกับการท้าทายต่างๆ ก็จะตามมาซึ่งจำเป็นที่มนุษย์พวกเราจะต้องร่วมมือกันเป็นครอบครัวใหญ่หนึ่งเดียวโดยเริ่มจากวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน สิ่งนี้น่าจะสามารถพบกับการแก้ปัญหาร่วมกันได้เพื่อความดีของทุกคน ประเด็นนี้เรียกร้องให้ต้องมีความไว้ใจซึ่งกันและกันและความพร้อมที่จะเสวนากัน หมายถึง “การรับฟังกัน แบ่งปันวิสัยทัศน์ที่ต่างกัน  เห็นพ้องต้องกัน และก้าวเดินไปด้วยกัน” [2] อันที่จริง “การเสวนาเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจว่าสิ่งใดควรที่จะได้รับการยืนยันและได้รับความเคารพนอกเหนือไปจากการเห็นพ้องต้องกันในคำพูด” [3] และพวกเราก็ไม่ควรที่จะมองข้าม “การดำรงอยู่ของคุณค่าถาวรบางประการ” [4]  ผู้ที่รู้สึกยากที่จะไตร่ตรองแยกแยะแต่ยอมรับ “จะก่อให้เกิดจริยธรรมที่เข้มแข็งและหนักแน่นทางสังคม เมื่อคุณค่าพื้นฐานเหล่านั้นถูกนำเอามาใช้โดยอาศัยการเสวนาและการเห็นพ้องต้องกัน พวกเราจะต้องรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือการเห็นพ้องต้องกัน” [5] ณ จุดนี้ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเอ่ยถึงสิทธิต่อชีวิตเป็นพิเศษตั้งแต่เกิดจนถึงตายไปตามธรรมชาติและเสรีภาพในการนับถือศาสนา

        สำหรับประเด็นนี้ในหลายปีที่ผ่านมาพวกเราเห็นการยอมรับร่วมกันอย่างมากขึ้นเกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเอาใจใจใส่ดูแลบ้านส่วนรวมของพวกเราที่กำลังมีปัญหาจากการเอารัดเอาเปรียบธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ลืมหูลืมตา ณ จุดนี้ข้าพเจ้าคิดถึงเป็นพิเศษสำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วถูกถล่มด้วยพายุไต้ฝุ่นรวมถึงประเทศอื่นๆ ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เกิดขึ้นก็เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่แถบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำเกษตร ประมง และทรัพยากรธรรมชาติ

        การรับรู้อย่างดีในประเด็นนี้ควรที่จะเป็นแรงกระตุ้นชุมชนสากลโดยทั่วไปให้หาวิธีและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ควรมีผู้ใดถือว่าตนเองได้รับการยกเว้นจากความพยายามนี้เพราะพวกเราทุกคนต่างก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและได้รับผลกระทบด้วยมาตรการที่เท่าเทียมกัน ในการประชุมสุดยอด “COP26” ที่เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสก็อตแลนด์ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการตกลงกันในหลายขั้นตอนที่จะดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้อง แม้ว่าพวกเขาค่อนข้างจะอ่อนแอในมุมมองของความสาหัสแห่งวิกฤตที่พวกเราเผชิญ หนทางสู่เป้าหมายของการประชุมแห่งข้อตกลงที่กรุงปารีสนั้นค่อนข้างซับซ้อนและยืดยาวในขณะที่เวลาที่พวกเรามีอยู่นั้นเหลือน้อยลงทุกที ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องทำ ดังนั้นในปี ค.ศ. 2022 จะเป็นปีพื้นฐานอีกปีหนึ่งที่จะดูว่าพวกเราลงมือปฏิบัติไปถึงไหนกันแล้วและในทิศทางใด การตัดสินใจที่เมื่อกลาสโกว์สามารถและควรที่จะผนึกเข้ากับ “COP27” ที่มีแผนจะประชุมกันที่ประเทศอียิปต์ในเดือนพฤศจิกายนหน้าหรือไม่?

ทูตานุทูต สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติที่เคารพ

        การเสวนาและภราดรภาพเป็นความสำคัญสองประการในความพยายามของพวกเราที่จะเอาชนะต่อวิกฤตในขณะนี้ ทว่า “แม้จะมีความพยายามหลายอย่างที่มุ่งไปยังการเสวนาที่สร้างสรรค์ระหว่างชนชาติต่างๆ เสียงหนวกหูแห่งสงครามและความขัดแย้งกำลังเพิ่มขึ้น” [6] การชุมชนระดับสากลทั้งปวงต้องรีบจัดการกับความจำเป็นเร่งด่วนในการหาทางแก้ปัญหาของความขัดแย้งอันไม่รู้จักหมดสิ้น ซึ่งบางครั้งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวแทนของสงคราม

        ประเทศแรกที่ข้าพเจ้าคิดถึงคือประเทศซีเรีย ซึ่งการเกิดใหม่ของประเทศยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในขอบฟ้า แม้กระทั่งทุกวันนี้ประชาชนชาวซีเรียนยังคงไว้ทุกข์ให้กับการเสียชีวิตของบุคคลที่ตนรักและการสูญเสียทุกสิ่ง พวกเขายังคงหวังที่จะมีอนาคตที่ดีกว่า การปฏิรูปทางการเมืองและรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นสำหรับประเทศเพื่อที่จะเกิดใหม่ แต่การใช้กฎบังคับไม่ควรที่จะไปกระทบกระเทือนต่อการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อที่จะให้ประชากรโดยทั่วไปผู้ที่มีความหวังซึ่งยิ่งวันยิ่งจะเผชิญกับความยากจนที่เพิ่มขึ้น

        และพวกเราก็ไม่ควรมองข้ามความขัดแย้งในประเทศเยเมน อันเป็นหายนะของมนุษย์ติดต่อกันมาหลายปีมาแล้ว หายนะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่มีข่าวคราวจากสื่อสารสังคม และดูเหมือนว่าชุมชนสากลจะไม่ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้นั่นจะหมายถึงพลเรือนจำนวนมากที่ต้องตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็ก

        ในปีที่แล้วไม่มีความก้าวหน้าอะไรทั้งสิ้นในกระบวนการของสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเห็นประชากรสองประเทศนี้สร้างความไว้ใจกันขึ้นมาใหม่แล้วเริ่มเจรจากันโดยตรงเพื่อที่จะหาจุดที่พวกเขาทั้งสองสามารถดำเนินชีวิตเป็นสองรัฐเคียงคู่กันในสันติสุขและความปลอดภัยโดยปราศจากซึ่งความเกลียดชัง และการน้อยใจระหว่างกันแต่มีการเยียวยาที่เกิดจากการให้อภัยซึ่งกันและกัน

        ทว่า สิ่งที่น่ากังวลใจอื่น ๆ คือความตึงเครียดทางสถาบันในประเทศลิเบีย เรื่องการใช้ความรุนแรงจากผู้ก่อการร้ายสากลในภูมิภาคซาเฮล (Sahel) และความขัดแย้งกันภายในของประเทศซูดาน ซูดานใต้ และประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งจำเป็นที่จะต้อง “หาหนทางแห่งการคืนดีกันและสันติสุขอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยการหันหน้าเข้าหากันโดยยึดถือเอาความต้องการของประชาชนเหนือสิ่งใด” [7]

        สถานการณ์แห่งความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรม การคอรัปชั่น และรูปแบบแห่งความยากจนต่างๆ ที่ขัดแย้งต่อศักดิ์ศรีของบุคคลยังเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในสังคมในภาคพื้นทวีปแอฟริกา ซึ่งการใช้วิธีสุดโต่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยากจนและผู้ที่เปราะบางที่สุด

        ความไว้ใจซึ่งกันและกันและความพร้อมที่จะดำเนินการพูดคุยกันอย่างสงบควรเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายที่มีปัญหาต่อกันและกัน เพื่อการแก้ไขปัญหาถาวรอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจะเกิดขึ้นได้ในประเทศยูเครนและในตอนใต้ของดินแดนคอเคซุส (Caucasus) และการเกิดวิกฤตใหม่ที่คาบสมุทรบาลข่าน (Balkans) จะสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศบอสเนียและเฮเซโกวีนา (Bosnia & Herzegovina)

        การเสวนาและภราดรภาพยิ่งจะมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้นไปอีกสำหรับการจัดการอย่างเฉลียวฉลาด และอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศเมียนมาร์เกือบหนึ่งปีผ่านไปแล้ว ถนนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่สำหรับผู้คนพบปะกันบัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบไปแล้วที่ไม่เว้นแม้แต่สถานที่สวดภาวนา

        โดยธรรมชาติแล้วความขัดแย้งเหล่านี้มักจะกำเริบเติบสานด้วยการมีอาวุธสงครามในมือมากมาย และการไร้มโนธรรมของผู้ที่พยายามทุกวิถีทางที่จัดหาอาวุธให้ บางครั้งพวกเราหลอกตัวเองโดยคิดไปว่าอาวุธเหล่านี้จะช่วยไม่ให้ผู้อื่นมารังแกพวกเราได้ ประวัติศาสตร์และแม้ข่าวประจำวันทำให้เห็นชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เหตุผล ผู้ที่มีอาวุธมักจะลงท้ายด้วยการใช้อาวุธ ดังที่นักบุญเปาโลที่ 6 พระสันตะปาปา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “คนเราไม่สามารถที่จะรักโดยมีอาวุธอยู่ในมือ” [8] ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกเราใช้ตรรกะแห่งอาวุธและตีตนเองออกห่างจากการเสวนา พวกเราก็ลืมตัวพวกเราเองว่า แม้ก่อนที่พวกเราจะคิดวางแผนสร้างอาวุธ ก็เกิดผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายและความพินาศ เรื่องอาวุธสร้างการฝันร้ายให้พวกเราแล้ว” [9] ทุกวันนี้ความกังวลเหล่านี้กลายเป็นความจริงเข้าไปทุกทีหากพวกเราจะพิจารณากันถึงการครอบครองอาวุธและการใช้อาวุธระบบอัตโนมัติที่สามารถสร้างผลร้ายได้อย่างน่ากลัวจนคิดไม่ถึง เรื่องนี้ควรเป็นประเด็นแห่งความรับผิดชอบของชุมชนระดับสากล

        ท่ามกลางอาวุธต่างๆ ที่มนุษย์ผลิตขึ้นมา นิวเคลียร์เป็นอาวุธที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ในปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การประชุมครั้งที่สิบแห่งประเทศที่ไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งจะประชุมกันที่มหานครนิวยอร์คได้มีการเลื่อนออกไปเพราะโรคระบาด โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์เป็นไปได้และมีความจำเป็น ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอแสดงความหวังว่าชุมชนระดับสากลจะมองการประชุมนี้ในฐานะที่เป็นโอกาสที่จะใช้มาตรการสำคัญในทิศทางนี้ สันตะสำนักยังคงยึดมั่นว่าอาวุธนิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 21 เป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมที่จะตอบโต้กับการข่มขู่เรื่องความปลอดภัย และการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองนั้นเป็นสิ่งที่ผิดต่อศีลธรรม การผลิตอาวุธนั้นเป็นการหันหลังกลับในการใช้ทรัพยากรกรจากการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมและการทำงานของพวกเขาไม่เพียงแต่จะเป็นผลร้ายต่อมนุษยชาติและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการคุกคามต่อการมีชีวิตของมนุษย์ด้วย

        สันตะสำนักยังคาดหวังว่าเป็นเรื่องสำคัญที่การเจรจากันใหม่ที่กรุงเวียนนาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศอิหร่านจะเกิดผลในเชิงบวก เพื่อเป็นหลักประกันว่าโลกของพวกเราจะมีความปลอดภัยและมีความเป็นพี่น้องกันมากกว่า

ท่านทูตานุทูตที่เคารพ

        ในสาส์นสำหรับวันสันติสากลโลกของข้าพเจ้าวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2022 ข้าพเจ้าเน้นถึงหลายปัจจัยที่ข้าพเจ้าถือว่ามีความสำคัญที่จะต้องส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเสวนาและภราดรภาพ

        การศึกษายังเป็นมิติพิเศษเพราะว่าจะอบรมเยาวชนรุ่นใหม่เกี่ยวกับอนาคตและความหวังของชาวโลก  ความจริงแล้วการศึกษาเป็นเครื่องมือแรกแห่งการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม เพราะจะทำให้ปัจเจกบุคคลเป็นอิสระและมีความรับผิดชอบ {10] กระบวนการศึกษานั้นต้องใช้เวลาและต้องทำงานกันอย่างหนักซี่งบางครั้งอาจนำไปสู่การหมดกำลังใจได้ แต่พวกเราไม่อาจที่จะละเว้นได้ เป็นการแสดงออกได้อย่างชัดเจนถึงการเสวนา เหตุว่าจะไม่มีการศึกษาที่แท้จริงหากปราศจากซึ่งโครงสร้างของการเสวนา นอกจากนี้แล้วการศึกษายังก่อให้เกิดวัฒนธรรมและการสร้างสะพานแห่งการพบปะกันระหว่างประชาชนอีกด้วย สันตะสำนักใคร่ที่จะเน้นถึงความสำคัญของการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมในงาน “Expo 2021” ที่นครดูไบ (Dubai) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ความสัมพันธ์ในความคิดจิตใจเพื่อสร้างอนาคต”

        พระศาสนจักรคาทอลิกรับรู้และให้คุณค่าเสมอต่อบทบาทของการศึกษาสำหรับเยาวชนในมิติแห่งการเจริญเติบโตด้านจริยธรรมและสังคม ข้าพเจ้าจึงรู้สึกเจ็บปวดที่ทราบว่าในบริบทต่างๆ แห่งการศึกษา – ไม่ว่าจะเป็นที่วัดหรือที่โรงเรียน – มีการล่วงละเมิดผู้เยาว์เกิดขึ้น อันเป็นผลกระทบที่รุนแรงทั้งทางจิตใจและจิตวิทยาขเองผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย นี่คืออาชญากรรม และเรียกร้องให้ต้องมีการสอบสวนอย่างเคร่งครัดโดยตรวจสอบแต่ละคดีเพื่อหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายและป้องกันมิให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

        แม้พฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นเรื่องสาหัส ต้องไม่มีสังคมใดที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการศึกษา ทว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่บ่อยครั้งงบประมาณของภาครัฐช่างน้อยเกินไปสำหรับการศึกษาซึ่งมักจะถือกันว่านั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นแทนที่จะคิดว่านั่นเป็นการลทุนที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต

        โรคระบาดทำให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถที่จะไปโรงเรียนได้ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับการพัฒนาทั้งด้านส่วนตัวและด้านสังคมให้กับพวกเขา เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เยาวชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงความจริงที่คล้ายกัน ซึ่งสร้างความสัมพันธ์เข้าไว้ด้วยกันระหว่างจิตวิทยาและอารมณ์ แต่จะทำให้พวกเขาต้องโดดเดี่ยวจากผู้อื่นและโลกที่อยู่รอบตัวที่เป็นตัวแปรความสัมพันธ์ด้านสังคม เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ข้าพเจ้าไม่ได้จงใจที่จะปฏิเสธคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสิ่งประดิษฐ์ทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้สำหรับพวกเราที่จะติดต่อกันได้อย่างง่ายดายและอย่างรวดเร็ว แต่ข้าพเจ้าขอวิงวอนอย่างเร่งด่วนว่าพวกเราต้องระมัดระวังในการใช้มิฉะนั้นแล้วเครื่องมือเหล่านี้จะมาแทนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แท้จริงในระดับบุคคล ครอบครัว สังคม และสากล หากพวกเราเรียนรู้และคุ้นเคยที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่ยังเยาวัย ภายหลังสภาวะเช่นนี้จะเป็นการยากที่จะสร้างสะพานแห่งภราดรภาพและสันติสุข พูดสั้นๆ คือจะมีเพียงแค่ “ตัวฉัน” ผลตามมาจะเป็นการยากที่จะมีพื้นที่สำหรับคำว่า “พวกเรา”

        ประเด็นที่สองที่ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเอ่ยถึงสั้นๆ คือการทำงานซึ่งเป็น “ปัจจัยที่จะขาดเสียมิได้ในการสร้างและดำรงไว้ซึ่งสันติสุข การทำงานเป็นการแสดงตัวตนและของขวัญของพวกเรา ทั้งยังเป็นหน้าที่ของพวกเราด้วย เป็นการลงทุนส่วนตัวและเป็นการร่วมมือกันกับผู้อื่น เพราะพวกเราจะทำงานกับหรือเพื่อผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อมองในมิติสังคมทำนองนี้สถานที่ทำงานจะทำให้พวกเราสามารถเรียนรู้ที่จะช่วยเสริมสร้างโลกให้สวยสดงดงามและน่าอยู่มากขึ้น” [11]

        พวกเราเห็นแล้วว่าโรคระบาดทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกต้องปั่นป่วนขนาดไหน ซึ่งมีผลกระทบต่อครอบครัว และผู้ที่ทำงานที่ต้องประสบกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง แม้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป สิ่งนี้ก่อให้เกิดการขยายความไม่เท่าเทียมกันให้กว้างยิ่งขึ้นในภาคส่วนของสังคมและภาคเศรษฐกิจต่างๆ ตรงนี้รวมถึงการเข้าถึงน้ำดื่ม อาหาร การศึกษาและการดูแลรักษาสุขภาพอนามัย จำนวนประชากรที่ที่ตกอยู่ในจำพวกยากจนอย่างสุดๆได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้แล้ววิกฤตสุขภาพทำให้คนงานหลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพ และในบางกรณีถูกบังคับให้ต้องเข้าไปสู่เศรษฐกิจสีเทาทำให้พวกเขาต้องสูญเสียการคุ้มครองฝ่ายสังคมที่มีการให้บริการในหลายประเทศ

        ในบริบทนี้พวกเราจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกถึงความสำคัญของแรงงาน เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราสจากแรงงาน และพวกเราก็ไม่อาจที่จะคิดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ว่าจะมาทดแทนคุณค่าของแรงงานได้ แรงงานมนุษย์จะเปิดโอกาสให้พวกเราพบกับศักดิ์ศรีส่วนบุคคล ที่จะพบกับผู้อื่น และเพื่อที่จะพัฒนาตนเองขึ้น เป็นเครื่องมือชิ้นพิเศษที่แต่ละคนต่างก็มีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งสำหรับความดีงามและคุณประโยชน์สุขส่วนรวมและช่วยส่งเสริมสันติสุข ณ จุดนี้ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องร่วมมือกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับสากลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้นเมื่อคำนึงถึงการท้าทายที่เกิดขึ้นจากการกลับใจเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ด้านระบบนิเวศ ปีต่อๆ ไปจะเป็นเวลาแห่งโอกาสสำหรับการพัฒนาการรับใช้และพฤติกรรมใหม่โดยการปรับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพิ่มการเข้าถึงการทำงานที่มีศักดิ์ศรี และรังสรรค์วิธีใหม่ที่จะสร้างการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน การตอบแทนค่าแรงงานที่เหมาะสม และการคุ้มครองของสังคม

ท่านทูต สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้ทรงเกียรติ

        ประกาศกเยเรมีห์ บอกพวกเราว่าพระเจ้าทรงมี “แผนสำหรับสวัสดิการสำหรับพวกเราไม่ใช่แผนการแห่งความชั่วร้าย เพื่อที่จะให้อนาคตและความหวังแก่พวกเรา” (ยรม. 29: 11) พวกเราจึงไม่ควรกลัวที่จะเตรียมพื้นที่สำหรับสันติสุขในชีวิตของพวกเราโดยอาศัยการเสวนาและภราดรภาพระหว่างกัน ของขวัญแห่งสันติสุขเป็น “สิ่งที่ติดต่อกันได้” ซึ่งเปล่งรัศมีจากหัวใจของผู้ที่เฝ้าคอยและปรารถนาที่จะแบ่งปันสันติสุขพร้อมกับแพร่ขยายสันติสุขไปจนทั่วโลก ข้าพเจ้าขออวยพรและขอส่งความปรารถนาดีจากใจจริงมายังท่านแต่ละบุคคล ครอบครัวของท่าน และประชาชนที่ท่านเป็นผู้แทน ขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสงบและสันติสุข

        ขอขอบคุณ

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)


เชิงอรรถ
[1] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium (24 November 2013), 226-230.

[2] Message for the 2022 World Day of Peace (8 December 2021), 2.

[3] Encyclical Letter Fratelli Tutti (3 October 2020), 211.

[4] Ibid.

[5] Ibid.

[6] Message for the 2022 World Day of Peace, 1.

[7] Urbi et Orbi Message, 25 December 2021.

[8] Address to the United Nations (4 October 1965), 5.

[9] Meeting for Peace, Hiroshima, 24 November 2019.

[10] Cf. Message for the 2022 World Day of Peace, 3.

[11] Message for the 2022 World Day of Peace, 4.