Friday, 27 May 2022

จดหมายส่วนพระองค์ของพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์ที่ 16 เกี่ยวกับรายงานการล่วงละเมิดทางเพศในเขตศาสนปกครองมหานครมิวนิค-ฟรายซิง (Munich-Freising)

พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

          จากรายงานของวันที่ 20 มกราคม 2022 เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเขตศาสนปกครองมหานครมิวนิค-ฟรายซิง (Munich-Freising) ข้าพเจ้ารู้สึกจำเป็นที่ต้องกล่าวอะไรเป็นการส่วนตัวกับท่านทุกคน แม้ข้าพเจ้าจะเคยรับใช้เป็นอาร์ชบิชอปแห่งเขตศาสนปกครองมหานครมิวนิคและฟรายซิง (Munich-Freising) เป็นเวลาเกือบ 5 ปี ข้าพเจ้าก็ยังรู้ว่าข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตศาสนปกครองมหานครมิวนิค และยังคงถือว่าเป็นบ้านของข้าพเจ้าเอง

          ประการแรกข้าพเจ้าต้องขอกล่าวขอบคุณด้วยใจจริง ในช่วงนี้เราจะมีการสำรวจมโนธรรมและการไตร่ตรองกันอย่างจริงจังหลากหลาย ข้าพเจ้ามีประสบการณ์กับการมีมิตรภาพ การสนับสนุน และเครื่องหมายแห่งความไว้ใจเกินกว่าที่ข้าพเจ้าจะคำนึงถึงได้ ข้าพเจ้าใคร่ที่จะขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อกัลยาณมิตรกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อุตส่าห์เสียสละเวลารวบรวมการเป็นประจักษ์พยานแทนข้าพเจ้าสำหรับบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่งในมหานครมิวนิค ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองโดยลำพังคงไม่สามารถที่จะกระทำได้ นอกเหนือไปจากตอบคำถามจากบริษัทกฎหมายดังกล่าวแล้วยังมีการวิจัยเอกสารเกือบ 8,000 หน้าในรูปแบบดิจิตอลอีกด้วย ดังนั้นการช่วยเหลือเหล่านี้จึงช่วยให้ข้าพเจ้าศึกษาและวิจัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญได้ถึงเกือบ 2,000 หน้า ผลที่ได้มาจะมีการพิมพ์เป็นภาคผนวกในจดหมายของข้าพเจ้า

          ท่ามกลางงานมากมายของวันเหล่านั้น – การพัฒนาตำแหน่งของข้าพเจ้า – ได้มีการมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของข้าพเจ้าในการประชุมภายในของวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1980 ความผิดพลาดนี้ ที่ถูกทำให้กระจ่างแล้วเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และข้าพเจ้าหวังว่าคงจะมีการให้อภัยกัน แล้วข้าพเจ้าก็ขอร้องให้อาร์ชบิชอปแกนสไวน์ (Ganswein) แถลงการณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่แล้ว  ไม่มีทางเลยสำหรับมิตรสหายเหล่านี้ที่เคยเป็นและยังคงเป็นประจักษ์พยานต่อสิ่งเหล่านั้นที่จะเลิกความเอาใจใส่และเลิกขยันขันแข็ง สำหรับตัวข้าพเจ้าเองแล้วข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บปวดมากที่มีการมองข้าม  แล้วจึงเกิดความสงสัยในความจริงจนกระทั่งตราหน้าข้าพเจ้าว่าเป็นบุคคลมุสาวาจา ในขณะเดียวกันข้าพเจ้ารู้สึกสะเทือนใจมากจากการแสดงออกซึ่งความไว้วางใจต่างๆ การเป็นพยานด้วยความสุจริตใจ และจากจดหมายให้กำลังใจที่ส่งมาถึงข้าพเจ้าจากผู้คนเป็นอันมาก ข้าพเจ้าต้องขอขอบใจเป็นพิเศษต่อความไว้วางใจ การสนับสนุน และคำภาวนาของพระสันตะปาปาฟรานซิสที่แสดงความห่วงใยเป็นการส่วนพระองค์กับข้าพเจ้า สุดท้ายข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณครอบครัวเล็กๆ ในอารามมารดาพระศาสนจักรซึ่งแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งยังได้สร้างความสงบภายในและเป็นแรงสนับสนุนให้กับข้าพเจ้า

          หลังจากการขอบคุณเหล่านี้แล้วจำเป็นจะต้องตามมาด้วยการสารภาพ วันแล้ววันเล่าข้าพเจ้ายิ่งจะรู้สึกในการรับรู้จากความจริงที่ว่าพระศาสนจักรจะต้องถวายบูชาขอบพระคุณทุกวัน – ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงมอบพระวาจาและตัวพระองค์เองแก่พวกเรา – พร้อมกับการสารภาพบาปและการขออภัย พวกเราสวดร่ำวิงวอนแบบสาธารณะต่อพระเจ้าผู้ทรงชีวิตเพื่ออภัยบาปของเราโดยเฉพาะบาปที่หนักหน่วงที่สุด ข้าพเจ้าให้ความสำคัญเป็นเพิเศษกับคำว่า “บาปที่หนักหน่วงที่สุด” ที่ไม่ได้หมายถึงทุกคนในการกระทำแต่ละวันในทำนองเดียวกัน แต่ทุกวันทำให้ข้าพเจ้าสงสัยว่าอาจจะเป็นวันนี้ด้วยหรือเปล่าที่ข้าพเจ้าจะต้องพูดถึงความผิดที่หนักหน่วงที่สุด และพวกเขาก็บอกข้าพเจ้าพร้อมกับความบรรเทาใจว่า ถึงแม้วันนี้ความผิดของข้าพเจ้าจะหนักหน่วงเพียงใด พระเจ้าก็ยังคงอภัยให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีและพร้อมที่จะได้รับการสำรวจตรวจสอบจากพระองค์และข้าพเจ้าพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

          ในการประชุมทุกครั้งของข้าพเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางอภิบาลหลายครั้งกับผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายของการถูกล่วงละเมิดที่กระทำโดยสมณะ ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาตนเองถึงผลร้ายแห่งความผิดที่หนักหน่วงนั้น แล้วข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเราเองก็ถูกดึงเข้าไปในความผิดที่ร้ายกาจนั้นทุกครั้งที่เราปล่อยปะละเลยหรือไม่ได้เผชิญหน้ากับผิดพลาดด้วยความรับผิดชอบ และด้วยการติดสินใจอย่างเด็ดขาด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยังคงเกิดขึ้นต่อไป ก็เฉกเช่นกับการประชุมเหล่านั้น ข้าพเจ้าขอแสดงความรู้สึกอับอายขายหน้าต่อผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายของการถูกล่วงละเมิดทางเพศอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเสียใจอย่างสุดซึ้งและขออภัยโทษจากใจจริง ข้าพเจ้ามีความรับผิดชอบทียิ่งใหญ่มากในพระศาสนจักรคาทอลิก แต่ความเจ็บปวดของข้าพเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าอีกสำหรับการล่วงละเมิดทางเพศและความผิดที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ ในสมณสมัยของข้าพเจ้า แต่ละคดีของการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงน่าเกลียดน่าชัง และซ่อมแซมชดเชยไม่ได้ ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารและเสียใจเป็นที่สุดสำหรับผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายทุกคน

          ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชอบมากขึ้นถึงความเกลียดชังและความกลัวที่พระเยซูคริสต์เองได้รู้สึกบนภูเขามะกอกเมื่อพระองค์ทรงเห็นสิ่งที่น่าชังที่พระองค์ทรงเผชิญ ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่จะต้องทรงรับทุกข์ทรมานภายใน นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าในความจริงที่ว่าในเวลาที่อึมครึมเช่นนั้นบรรดาศิษย์พากันนอนหลับ อันหมายถึงสถานการณ์ว่าทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะต้องให้คำตอบ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้แต่อธิษฐานภาวนาต่อพระเยซูคริสต์ ขอให้บรรดาทูตสวรรค์และนักบุญทั้งหลาย และท่านที่เป็นพี่น้องชายหญิงของข้าพเจ้าด้วย จงได้โปรดภาวนาต่อพระเยซูคริสต์พระเจ้าของชาวเราด้วย

          ภายในไม่ช้านี้ข้าพเจ้าจะไปปรากฏตัวต่อหน้าการพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งชีวิตของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้ามองย้อนหลังไปยังอายุยืนยาวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีเหตุผลที่ต้องกลัวจนตัวสั่น แต่ข้าพเจ้าก็เป็นเชียร์ลีดเด้อร์ที่ดี เพราะข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเยซูคริสต์ไม่เพียงแค่จะเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมเท่านั้น พระองค์ยังคงเป็นเป็นมิตรที่แสนดี เป็นพี่ ซึ่งพระองค์เองเคยเป็นทุกข์เพราะความผิดพลาดของข้าพเจ้า พระองค์จึงทรงเป็นทนายแก้ต่างให้ข้าพเจ้าด้วย พระองค์จะทรงทำหน้าที่เป็น “พระจิต” สำหรับข้าพเจ้า ณ เวลาแห่งการพิพากษา พร้อมกับพระหรรษทานในการเป็นคริสตชนจะมีความชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับข้าพเจ้า ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้และเป็นมิตรกับผู้พิพากษาชีวิตของข้าพเจ้า ดังนั้นสิ่งนี้จะทำให้ข้าพเจ้าผ่านไปด้วยความมั่นใจโดยอาศัยประตูมืดแห่งความตาย ในทำนองนี้ข้าพเจ้าได้รับการเตือนใจเสมอถึงสิ่งที่นักบุญจอห์นบอกกับพวกเราไว้ในตอนแรกของหนังสือวิวรณ์ว่า เขาเห็นบุตรมนุษย์ในพระสิริรุ่งโรจน์ทุกประการแล้วทุกคนก็กราบลง ณ แทบเท้าของพระองค์ดุจคนตาย แต่พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ขวาแตะพวกเขาพร้อมกับกล่าวว่า “จงอย่าได้กลัวเลย! เป็นเราเอง…” (เทียบ วว. 1: 12-17)

          กัลยาณมิตรที่รักทุกท่านพร้อมกับความรู้สึกเหล่านี้ ข้าพเจ้าขออวยพรท่านทุกคน

เบเนดิกต์ ที่ 16

Benedict XVI

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสาระจากจหมายส่วนพระองค์ของพระสันตะปาปากิตติคุณเบเนดิกต์มาแบ่งปัน)