วันพุธ, 10 สิงหาคม 2565

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงนำบทเพลงขอบพระคุณพระเป็นเจ้า (Te Deum): ขอให้คริสต์มาสนำไปสู่ความกตัญญูและความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงนำบทเพลงขอบพระคุณพระเป็นเจ้า (Te Deum):

ขอให้คริสต์มาสนำไปสู่ความกตัญญูและความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน

• • —– ٠ ✤ ٠ —– • •

ในบทเทศน์ของพระองค์เพื่อทำวัตรเย็น (Vespers) และการสวดบทเพลงขอบพระคุณพระเป็นเจ้า (God, We Praise You : Te Deum) ในวันส่งท้ายปีเก่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงไตร่ตรองถึงปีที่ใกล้จะสิ้นสุดลง และเตือนเราถึงความจำเป็นที่ต้องวางใจในพระเจ้าเสมอ

โดย นักเขียนข่าววาติกัน

31 ธันวาคม 2021

ในระหว่างการทำวัตรเย็น (Vespers) ซึ่งนำโดยหัวหน้าคณะพระคาร์ดินัล พระคาร์ดินัล จิโอวานนี บัตติสตา เร (Cardinal Giovanni Battista Re) สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเทศน์ให้ระลึกถึงพิธีกรรมคริสต์มาสในสมัยนี้เมื่อธรรมล้ำลึกของการบังเกิดเป็นมนุษย์ปลุกเร้าความรู้สึกอัศจรรย์ และการไตร่ตรองในตัวเรา

พระองค์ทรงอธิบายว่า “ความพิศวง” ของพระแม่มารีย์ นักบุญโยเซฟ และผู้เลี้ยงแกะในเบธเลเฮมควรจุดประกายความอัศจรรย์ใจของเราถึงธรรมล้ำลึกของการประสูติของพระคริสต์ และความประหลาดใจนี้จำเป็นต้องลึกซึ้ง สัมผัสหัวใจและความคิดของเรา มิฉะนั้นจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือสังคมของเรา

.

ดวงตาเปิดกว้างสู่ธรรมล้ำลึกของความเป็นจริง

• • —– ٠ ✤ ٠ —– • •

ความเป็นจริงที่ว่า “พระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา” เตือนเราว่าในพิธีกรรมนี้ซึ่งเริ่มด้วยสมโภชพระนางมารีย์ พระมารดาของพระเจ้า ที่พระนางมารีย์ทรงเป็นพยานคนแรกของเหตุการณ์นี้

พระนางยังทรงเป็นพยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเนื่องจากความอ่อนน้อมถ่อมตนของพระนาง หัวใจของพระนาง “เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ” แต่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง “ปราศจากเงาของความโรแมนติก สารให้ความหวาน ” พระองค์ทรงเสริมว่าความอัศจรรย์ใจแบบคริสตชนของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “เทคนิคพิเศษ” หรือ “โลกแห่งจินตนาการ” แต่มาจากความลึกลับของความเป็นจริงนั่นเอง เช่น ความงามของดอกไม้ เรื่องราวชีวิตหรือการพบปะ “ใบหน้าเหี่ยวย่นของผู้สูงอายุ หรือใบหน้าเบ่งบานของทารกแรกเกิด” ที่นั่น “ธรรมล้ำลึกส่องแสง”

.

ความอัศจรรย์ใจเปี่ยมล้นด้วยความกตัญญู

• • —– ٠ ✤ ٠ —– • •

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงชี้ให้เห็นว่า “ความอัศจรรย์ของพระนางมารีย์ ความอัศจรรย์ของพระศาสนจักร เต็มไปด้วยความกตัญญู” โดยทรงตระหนักว่า “พระเจ้าไม่ได้ละทิ้งประชากรของพระองค์ ที่พระองค์ทรงเสด็จมา ทรงอยู่ใกล้ คือพระเจ้าทรงอยู่กับเรา”

ในขณะที่ปัญหาและความท้าทายในชีวิตของเรายังคงอยู่ เราได้รับการปลอบโยนโดยรู้ว่า “เราไม่ได้อยู่คนเดียว” ที่พระเจ้าทรงรักเราและไถ่เรา “เพื่อฟื้นฟูศักดิ์ศรีของเราในฐานะลูก”

.

การตอบสนองด้วยความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน

• • —– ٠ ✤ ٠ —– • •

การระบาดใหญ่ทำให้เกิด “ความรู้สึกสูญเสีย” สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตั้งข้อสังเกต เมื่อในช่วงเริ่มต้น ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่า เราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน ตามด้วยการเชิญชวนให้ “ทุกคนออกไปเพื่อตนเอง”

“ขอบคุณพระเจ้าที่เราตอบสนองด้วยความรู้สึกรับผิดชอบ” และเราทุกคนต้องมีความกตัญญูต่อพระเจ้าเพราะการเลือกที่จะ “รับผิดชอบในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” มาจากพระเจ้า จากพระเยซู “ผู้ซึ่งเคยประทับใจมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา ‘เส้นทาง’ ของการเรียกดั้งเดิมของเรา: เป็นพี่น้องชายหญิง ลูกของพระบิดาองค์เดียวกัน”

.

การยินดีต้อนรับการดูแลเพื่อศักดิ์ศรีของชีวิต

• • —– ٠ ✤ ٠ —– • •

เมื่อไตร่ตรองถึงกรุงโรม สมเด็จพระสันตะปาปาทรงสังเกตว่าการเรียกสู่ความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกันนี้ “จารึกอยู่ในใจ” และมาจากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หยั่งรากในพระวรสารของพระคริสต์ “ที่หยั่งรากลึกที่นี่ บังเกิดผลโดยโลหิตของบรรดามรณสักขี”

เมืองแห่งการต้อนรับและภราดรภาพได้รับการยอมรับได้ดีเพียงใดจากการช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต ผู้ที่มีความทุพพลภาพขั้นรุนแรง และอื่นๆ กรุงโรมเป็น “เมืองที่วิเศษ” แต่ยังเป็นสถานที่ที่ยากลำบาก ในขณะที่พยายามดำเนินชีวิตตามการเรียกเพื่อให้ “ต้อนรับการดูแลศักดิ์ศรีของชีวิต บ้านส่วนรวมของเรา สำหรับผู้อ่อนแอที่สุดและเปราะบางที่สุด”

โดยสรุป สมเด็จพระสันตะปาปาทรงสนับสนุนให้ทุกคนมองดูพระมารดาที่ “ทรงยิ้มให้เรา” บอกให้เราวางใจและปฏิบัติตามพระเจ้าผู้ทรง “ประทานเวลาให้เต็มที่” ให้ความหมายแก่ชีวิต และทุกสิ่งที่เราทำ

“ให้เราวางใจในยามสุขและยามทุกข์ ความหวังที่พระองค์ทรงประทานให้ คือความหวังที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง”

++++++++++

ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล