วันเสาร์, 20 เมษายน 2567
  

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience)วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2021

การสอนคำสอนเรื่องการสวดภาวนา: 35 – ความแน่ใจว่าคำภาวนาของพวกเราจะได้รับการสดับฟังจากพระเจ้า 

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พวกเราบางคนสังเกตในสิ่งที่พวกเราได้กระทำและคิดว่าการสวดภาวนานั้นถูกปฏิเสธ บางคนคิดว่าพวกเราสวดภาวนา พวกเราวิงวอนขอ แต่บางครั้งคำภาวนาของพวกเราดูเหมือนจะไม่มีใครฟังกับสิ่งที่พวกเราวอนขอ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับตัวเราเองหรือสำหรับผู้อื่นนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง  พวกเราต่างมีประสบการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง… ทั้ง ๆ ที่เหตุผลที่พวกเราสวดนั้นเพื่อเกียรติมงคลในพระเจ้า (เช่น ขอให้คนป่วยมีสุขภาพดี หรือขอให้สงครามยุติ) ความไม่สำเร็จดังใจดูเหมือนจะเป็นที่สะดุด ตัวอย่าง เรื่องสงคราม พวกเราสวดให้สงครามยุติลงซึ่งเกิดขึ้นในหลายภาคส่วนของโลก  ลองคิดถึงประเทศเยเมน ประเทศซีเรีย ประเทศต่างๆ ที่มีสงครามยืดเยื้อติดต่อกันมาหลายปี แล้วพวกเราก็สวดภาวนา ทว่าสงครามก็ไม่ยุติสักที  ดังนี้การสวดภาวนาจะเป็นไปได้อย่างไร? “บางคนถึงกับหยุดสวดภาวนา เพราะไม่ได้รับการตอบสนอง”  (คำสอนของพระศาสนจักร ข้อ 2734)  บางคนถามถ้าหากพระเจ้าทรงเป็นบิดา เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงฟังพวกเรา? พวกเราทุกคนต่างก็มีประสบการณ์กับเรื่องนี้ พวกเราสวดแล้วสวดอีกสำหรับการเจ็บป่วยของเพื่อน ของบิดา ของมารดา ฯลฯ แต่พระเจ้าไม่ได้ให้คำตอบกับพวกเรา นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่พวกเราประสบด้วยกันทุกคน

        คำสอนขอพระศาสนจักรสรุปสิ่งเหล่านี้อย่างย่อๆ ให้กับพวกเรา ซึ่งทำให้พวกเราต้องระวังความเสี่ยงที่จะไม่เจริญชีวิตในประสบการณ์แห่งความเชื่อ แต่กับการเปลี่ยนความสัมพันธ์กับพระเจ้าไปเป็นอะไรในลักษณะเวทมนต์คาถา การสวดภาวนาไม่ใช่เป็นแบบถือคฑาวิเศษ การภาวนาเป็นการเสวนากับพระเจ้า อันที่จริงเมื่อพวกเราสวดภาวนา พวกเราเสี่ยงกับการยอมที่จะเป็นผู้ที่ไม่รับใช้พระเจ้า แต่คาดหวังที่จะให้พระองค์รับใช้พวกเรา (เทียบ ข้อ 2735) เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นการภาวนาที่เรียกร้องเสมอ ซึ่งต้องการที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามความต้องการของใจเรา ซึ่งไม่ยอมรับแผนการอื่นใดนอกจากแรงปรารถนาของตัวเราเอง ส่วนพระเยซูคริสต์นั้นทรงมีพระปรีชาญาณล้ำลึกในการสอนพวกเราเกี่ยวกับการอธิษฐานของพระเจ้า อันเป็นการอธิษฐานที่มีแต่คำถามล้วนๆ ดังที่พวกเราทราบ  คำแรกที่พวกเราเปล่งออกมาจากปากจะเกี่ยวกับพระเจ้าเสมอ เป็นการวิงวอนเพื่อความสำเร็จไม่ใช่สำหรับแผนการของพวกเรา แต่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวโลก เป็นการดีกว่าที่จะปล่อยให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ “ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับการสรรเสริญ  ขอให้พระอาณาจักรของพระองค์จงมาถึง ขอให้พระประสงค์ของพระองค์จงสำเร็จไป” (มธ. 6: 9-10)

        อัครธรรมทูตเปาโลเตือนใจพวกเราว่า พวกเราไม่ทราบแม้กระทั่งว่าสิ่งใดเหมาะสมที่จะวอนขอ (เทียบ รม. 8: 26) พวกเราวอนขอสิ่งที่เป็นความจำเป็นสำหรับความต้องการของพวกเรา สิ่งที่พวกเราต้องการ “ทว่านี่เหมาะสมหรือไม่?” นักบุญเปาโลบอกพวกเราว่า พวกเราไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งใดเป็นสิ่งถูกต้องที่พวกเราจะวอนขอ  เมื่อพวกเราสวดภาวนา พวกเราจำต้องเป็นคนสุภาพถ่อมตน นี่เป็นทัศนคติประการแรกสำหรับการสวดภาวนา เช่นเดียวกันกับอีกหลายสถานที่เมื่อพวกเราไปสวดในวัด” สตรีจะสวมผ้าคลุมศีรษะหรือจุ่มนำเสกทำเครื่องกางเขนก่อนที่จะเริ่มสวดภาวนา โดยอาศัยการกระทำเช่นนี้พวกเราต้องบอกตัวเราเองว่าก่อนสวดภาวนานี่คือวิธีที่ถูกต้อง นั่นคือพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับลูก พระองค์ทรงทราบดี เมื่อพวกเราสวดภาวนาพวกเราต้องสุภาพถ่อมตน เพื่อว่าการสวดของพวกเราจะได้เป็นการภาวนาไม่ใช่เป็นเพีบงคำพูดที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งพระเจ้าจะไม่รับฟัง พวกเรายังอาจจะสวดภาวนาด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ อีกด้วย เช่น ขอให้ชนะศัตรูในสงครามโดยไม่มีการถามตนเองว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไรกับสงครามนั้น เป็นการง่ายที่จะเขียนคำว่า “พระเจ้าประทับอยู่กับพวกเรา” บนผืนธง หลายคนกระหายที่จะสร้างความมั่นใจว่าพระเจ้าประทับอยู่กับพวกเขา  แต่น้อยคนที่จะสำรวจดูว่าตนเองนั้นอยู่กับพระเจ้าหรือไม่ ในการสวดภาวนาต้องเป็นพระเจ้าที่ทำให้พวกเรากลับใจไม่ใช่พวกเราที่ทำให้พระเจ้าเปลี่ยนใจ นี่เป็นความสุภาพ ลูกไปสวดภาวนาขอพระองค์ทรงทำให้ลูกกลับใจเพื่อว่าลูกจะได้วอนขอสิ่งที่สมควรสำหรับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพจิตของลูกเอง

        ทว่าการเป็นที่กังขานั้นยังคงมีอยู่ เมื่อผู้คนสวดภาวนาด้วยความจริงใจ เมื่อพวกเขาขอสิ่งที่สอดคล้องกับพระอาณาจักรของพระเจ้า เมื่อมารดาสวดสำหรับลูกที่ป่วย  เหตุใดบางครั้งพระเจ้าจึงไม่ฟังคำถภาวนาของพวกเขา? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้พวกเราต้องรำพึงพระวรสารอย่างใจเย็น เรื่องชีวิตของพระเยซูคริสต์นั้นเต็มไปด้วยการอธิษฐานภาวนา ผู้คนเป็นอันมากที่มีบาดแผลทั้งทางกายและจิตใจต่างมาขอให้พระองค์เยียวยารักษา มีบางคนที่สวดสำหรับเพื่อน ที่ไม่สามารถเดินได้ ยังมีบิดามารดาที่นำบุตรชายบุตรหญิงที่ป่วยมาหาพระองค์… อันเป็นการภาวนาที่เปี่ยมด้วยความทุกข์ เป็นเหมือนวงขับร้องที่อธิษฐานว่า “โปรดทรงเมตตาเถิดพระเจ้าข้า”

        พวกเราเห็นว่าบางครั้งคำตอบของพระเยซูคริสต์นั้นกระทันหันทันที ส่วนในกรณีอื่นก็มีการตอบแบบชักช้าต่างกันไป ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ได้ให้คำตอบ ขอให้คิดถึงหญิงชาวคานาอานที่ขอพระเยซูคริสต์ให้ช่วยรักษาลูกสาว หญิงผู้นี้ต้องตามตื้อเป็นเวลานานเพื่อที่จะได้รับการฟัง (เทียบ มธ. 15: 21-28) เธอมีความสุภาพแม้จะได้ยินพระวาจาของพระเยซูคริสต์ที่ดูเหมือนจะขัดใจไม่ถูกใจเธอ เราไม่โยนขนมปังให้สุนัขกิน นั่นเป็นแค่สุนัข การดูถูกดูแคลนเช่นนี้ไม่มีความสำคัญต่อเธอเลย ทว่าสุขภาพของลูกสาวต่างหากที่มีความสำคัญ แล้วเธอก็กล่าวต่อไปว่า “ใช่แล้วพระเจ้าข้า แต่แม้สุนัขก็กินเศษอาหารที่ตกหล่นจากโต๊ะของเจ้านาย” ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงชอบพระทัยในคำพูดนี้ ความกล้าหาญในการสวดภาวนา  หรือเรื่องราวของชายพิการที่เพื่อนสี่คนแบกหามมาพบพระเยซูคริสต์ ตอนแรกพระเยซูคริสต์ทรงอภัยบาปของเขา ภายหลังจึงทรงบำบัดร่างกายของเขา (เทียบ มก. 2: 1-12) เพราะฉะนั้นในบางโอกาสการแก้ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นโดยทันทีทันใด ในชีวิตของพวกเราก็เช่นเดียวกัน เราแต่ละคนต่างก็มีประสบการณ์นี้ ขอให้พวกเรามองย้อนหลังไปสักเล็กน้อย มีสักกี่ครั้งกี่หนที่พวกเราวอนขอพระหรรษทาน วอนขออัศจรรย์ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในเวลาต่อมาเรื่องราวต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ คลี่คลายลงในวิธีของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่วิธีที่พวกเราคิดในเวลานั้น เวลาอันเหมาะสมของพระเจ้าไม่ใช่เวลาของพวกเรา

        จากมุมมองนี้การรักษาลูกสาวของชายผู้นั้นพระเยซูคริสต์ควรที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ (เทียบ มก. 5: 21-23) บิดาที่รีบร้อน บุตรสาวของตนที่กำลังป่วยและเพราะเหตุนี้เขาจึงขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ พระอาจารย์ตอบรับทันที แต่ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ได้เกิดการเยียวยาอื่นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถัดจากนั้นก็มีข่าวว่าลูกสาวของชายผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว  ดูเหมือนทุกสิ่งจะจบสิ้น แต่ตรงกันข้าม พระเยซูคริสต์ตรัสกับผู้ที่เป็นบิดาว่า “อย่ากังวลเลย ขอให้เพียงแค่มีความเชื่อ” (มก. 5: 36) “จงมีความเชื่อต่อไป” เพราะความเชื่อจะทำนุบำรุงการสวดภาวนา และอันที่จริงพระเยซูคริสต์จะปลุกเด็กคนนั้นจากการหลับแห่งความตาย แต่ในระยะเวลาหนึ่งไจรัสต้องเดินอยู่ในความมืดด้วยเปลวไฟเปี่ยมด้วยความเชื่อเพียงแค่อย่างเดียว ข้าแต่พระเยซูคริสต์โปรดประทานความเชื่อแก่ลูก! โปรดให้ลูกมีความเชื่อมากยิ่งขึ้น!  จงขอพระหรรษทานเพื่อที่จะมีความเชื่อ ในพระวรสารพระเยซูคริสต์ตรัสว่าความเชื่อเคลื่อนภูเขาได้ แต่จะต้องเป็นความเชื่อที่แท้จริง พระเยซูคริสต์จะทรงยอมต่อความเชื่อของคนยากจน และของประชากรของพระองค์ พระองค์จะรู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อความเชื่อดังกล่าว แล้วพระองค์ก็จะทรงสดับฟัง

        การอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ภาวนาต่อพระบิดาในสวนมะกอกก็ดูเหมือนว่าไม่ได้รับการรับฟัง “ข้าแต่พระบิดา หากเป็นไปได้ขอให้ถ้วยกาลิกซ์นี้พ้นไปจากข้าพเจ้า” ดูเหมือนว่าพระบิดาไม่ได้ฟังพระองค์ พระบุตรต้องดื่มการทรมานอย่างสาหัสจากถ้วยกาลิกซ์นี้ ทว่าวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างนิ่งเงียบสงัดและไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะในวันที่สามซึ่งเป็นวันอาทิตย์เป็นวันที่พระเยซูคริสต์กลับคืนพระชนม์ชีพ ความชั่วพยายามเข้ามาแทรกแซงทำตัวเป็นเจ้านายของวันสุดท้าย ขอให้จำประเด็นนี้ให้ดี ความชั่วร้ายจะไม่เป็นเจ้านายของวันสุดท้าย ไม่อย่างเด็ดขาด  เวลาของกลางคืนที่มืดมิดที่สุดก่อนรุ่งอรุณ แล้วในวันสุดท้ายก็จะมีการล่อลวง เมื่อปิศาจทำให้พวกเราคิดว่ามันชนะ “แกเห็นไหม ข้าเป็นผู้ขนะ”  ปิศาจพยายามเป็นเจ้านายของวันสุดท้าย” วันสุดท้ายคือวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ แต่ปิศาจจะไม่มีวันเป็นเจ้านายของวันสุดท้าย  พระเจ้าคือเจ้านายสูงสุดของวันสุดท้าย เพราะว่านี่เป็นเรื่องราวของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และเป็นวันที่ความปรารถนาของมนุษย์ทุกคนที่จะได้รับความรอดจะบริบูรณ์ ขอให้พวกเราเรียนรู้กับความอดทนที่สุภาพถ่อมตนนี้ ขอให้รู้จักรอพระหรรษทานของพระเยซูคริสต์และรอคอยวันสุดท้าย บ่อยครั้งวันสุดท้ายอาจจะน่ากลัวเพราะว่าการทรมทานของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยากที่จะเพียรทนได้ แต่พระเยซูคริสต์ทรงประทับอยู่ และในวันสุดท้ายพระองค์จะช่วยแก้ปัญหาทุกประการ  ขอขอบคุณ

การกล่าวต้อนรับ

        พ่อขอต้อนรับประชาสัตบุรุษที่พูดภาษาอังกฤษที่มารวมตัวกันในเดือนพฤษภาคมกับแม่พระ ขอให้พวกเรามั่นใจว่าพระบิดาเจ้าสวรรค์ของพวกเราจะฟังคำภาวนาของเราเสมอ พ่อขอให้สันติสุขของพระเยซูคริสต์จงประทับอยู่กับพวกลูกและครอบครัวของลูก ขอพระเจ้าโปรดอวยพรทุกคน


สรุปคำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

        ลูก ๆ และพี่น้องที่รัก ในการเรียนคำสอนของพวกเราต่อไปในเรื่องของการสวดภาวนา  วันนี้พวกเราจะมาพิจารณากันกับเวลาเหล่านั้นเมื่อคำภาวนาของพวกเราไม่ได้รับคำตอบทันที ลองคิดถึงการสวดภาวนาอย่างจริงใจของพวกเราที่พวกเราอธิษฐานเพื่อลูกหลานที่เจ็บป่วยของเรา สำหรับเพื่อนที่ต้องประสบกับความเจ็บปวดสาหัส  ในความผิดหวังที่พวกเราอาจรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ฟังคำภาวนาของพวกเรา พวกเราอาจกระทั่งถูกล่อลวงให้เลิกสวดภาวนา พระเยซูคริสต์พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งการสวดภาวนาสอนพวกเราในบทข้าแต่พระบิดาให้วอนขอหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จไป ความเชื่อที่มีวุฒิภาวะจะไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า แผนการอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของพวกเราและชาวโลก แต่โดยธรรมชาติแล้วพวกเราจะรู้สึกผิดหวังลึกๆ เมื่อการวอนขอของพวกเราดูเหมือนว่าพระองค์จะไม่ฟัง พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้พวกเราเห็นด้วยแบบฉบับของพระองค์ว่าพระเจ้าทรงเข้าใจถึงความทุกข์ของพวกเรา แต่จะไม่ทรงตอบสนองต่อความปรารถนาของพวกเราโดยทันทีทันใด ในสวนมะกอกพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานภาวนาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับคำตอบ แต่การวางใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระบิดาได้นำความรอดมาสู่พวกเราและนำมาซึ่งพระสิริมงคลแห่งการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ ปิศาจไม่มีวันจะเป็นผู้ชนะในวันสุดท้าย หากพวกเราเผชิญเวลาที่พวกเราเดินในความมืด ขอให้ได้รับการชี้นำด้วยแสงสว่างแห่งความเชื่อเพียงแต่อย่างเดียว ขอให้พวกเราจงอย่าได้ทิ้งความไว้วางใจของพวกเราในพระประสงค์ของพระบิดาซึ่งจะทำให้ทุกสิ่งกระทำการไปพร้อมกันเพื่อความดีและคุณประโยชน์สูงสุดในชีวิตของพวกเรา

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำสอนของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)